เปลือกตาลอก หนังตาลอกเกิดจากอะไร? รวมวิธีรักษาและป้องกัน
icon  icon
เปลือกตาลอก

เปลือกตาลอก หนังตาลอกเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาและป้องกันอย่างไรบ้าง

ปัญหาผิวรอบดวงตาแห้งลอกเป็นขุย หรือที่เราเรียกกันว่าเปลือกตาลอกนับเป็นเรื่องกวนใจที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย หลายครั้งอาการนี้เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ทำให้เรารู้สึกระคายเคืองและแต่งหน้าได้ยากลำบาก ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าอาการหนังตาลอก เกิดขึ้นจากปัจจัยใดได้บ้าง พร้อมแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้ผิวรอบดวงตากลับมาเนียนนุ่มและสุขภาพดีอีกครั้ง

สนใจปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญ

อาการเปลือกตาลอก หนังตาลอกเป็นอย่างไร?

ลักษณะอาการของเปลือกตาลอกและหนังตาลอกนั้นสังเกตได้ง่าย โดยผิวบริเวณรอบดวงตาจะมีความแห้งกร้านมากกว่าปกติ ผิวหนังอาจลอกออกมาเป็นขุยสีขาวหรือแผ่นบาง ๆ มักมาพร้อมกับอาการคัน ระคายเคือง และมีรอยแดง บางครั้งความแห้งนี้อาจทำให้ผิวดูย่นคล้ายกับอาการ หนังตาเหี่ยว ก่อนวัยอันควร ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่สบายตา หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การอักเสบที่รุนแรงขึ้นจนส่งผลต่อบุคลิกภาพได้

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการเปลือกตาลอก

ผิวหนังบริเวณรอบดวงตาเป็นส่วนที่มีความบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากที่สุดในร่างกาย สาเหตุของอาการ หนังตาลอกจึงเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในร่างกายและปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ ซึ่งการทราบสาเหตุที่แน่ชัดจะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยสาเหตุหลักที่พบบ่อยมีดังนี้

การแพ้สัมผัสจากสารเคมีและเครื่องสำอาง

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองคือการแพ้สารเคมี (Contact Dermatitis) ซึ่งมักพบในผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันเป็นประจำ เช่น อายแชโดว์ อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรือแม้แต่น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ สารกันเสียและน้ำหอมในผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ส่งผลให้เกิดผื่นแดง คัน และทำให้เปลือกตาลอกออกมาเป็นขุยได้ การสังเกตผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการหาสาเหตุ

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้

สำหรับผู้ที่มีประวัติเป็นภูมิแพ้หรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) มักมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างผิวหนังมีความอ่อนแอในการกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวแห้งและไวต่อสภาพแวดล้อม อาการมักแสดงออกด้วยความแห้งกร้าน แดง และคันอย่างรุนแรง ซึ่งอาการภูมิแพ้นี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกายรวมถึงบริเวณเปลือกตา ทำให้หนังตาลอกได้ง่ายเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย

ภาวะเปลือกตาอักเสบและการอุดตันของต่อมไขมัน

ภาวะเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) มักเกิดจากการทำงานผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณโคนขนตา ทำให้เกิดการอุดตันและสะสมของแบคทีเรีย ส่งผลให้ขอบตามีอาการบวมแดง แสบ และมีเกล็ดคล้ายรังแคเกาะอยู่ที่โคนขนตา ซึ่งเกล็ดเหล่านี้คือผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออกมา หากเราปล่อยให้มีการอักเสบเรื้อรัง อาจส่งผลให้ขนตาหลุดร่วงและทำให้ผิวเปลือกตาเสียหายจนเกิดการลอกเป็นแผ่นได้

โรคเซบเดิร์มหรือผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา

โรคเซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) คือภาวะผิวหนังอักเสบที่เกิดจากความมันส่วนเกินและการเจริญเติบโตของเชื้อราประเภทหนึ่ง มักพบบริเวณที่มีความมัน เช่น หัวคิ้ว ซอกจมูก และเปลือกตา อาการที่สังเกตได้ชัดคือ ผิวจะมีลักษณะเป็นขุยสีเหลืองหรือขาว มันวาว และมีอาการแดงร่วมด้วย ซึ่งภาวะนี้ทำให้เปลือกตาลอกได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายพักผ่อนน้อยหรือมีความเครียดสะสม

การติดเชื้อบริเวณโคนขนตา

การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสบริเวณดวงตาก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตากุ้งยิง หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังรอบดวงตา การติดเชื้อเหล่านี้ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ บวม และหนอง ซึ่งเมื่อแผลเริ่มแห้ง หรือผิวหนังบริเวณนั้นพยายามฟื้นฟูตัวเอง ก็จะเกิดการลอกตัวของชั้นผิวหนังด้านบนออกมาเป็นแผ่น อาการนี้มักมาพร้อมกับความเจ็บปวดมากกว่าอาการแพ้ทั่วไป

สภาพแวดล้อม

ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมีผลโดยตรงต่อความชุ่มชื้นของผิว การอยู่ในห้องแอร์ที่มีอากาศแห้งเป็นเวลานาน การสัมผัสกับลมแรง ฝุ่นละออง หรือแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวรอบดวงตาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผิวขาดน้ำ (Dehydrated) เกราะป้องกันผิวจะอ่อนแอลง ทำให้เกิดอาการแห้งตึงและลอกเป็นขุยได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ความชื้นในอากาศต่ำ

พฤติกรรม

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เราอาจมองข้ามก็ส่งผลเสียต่อดวงตาได้ เช่น การขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำ การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ การทำความสะอาดเครื่องสำอางไม่หมดจด หรือการนอนหลับทั้งที่ยังมีเมคอัพอยู่ จะทำให้สารเคมีตกค้างกัดกร่อนผิวหนังที่บอบบางตลอดคืน จนนำมาสู่อาการระคายเคืองและหนังตาลอกในเช้าวันถัดมา

วิธีแก้เปลือกตาลอกและหนังตาลอกด้วยตัวเองเบื้องต้น

เมื่อสังเกตเห็นอาการผิดปกติบริเวณเปลือกตา สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติและไม่ควรเกาหรือแกะเกาบริเวณที่ลอก เพราะอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อได้ การดูแลรักษาเบื้องต้นด้วยตัวเองสามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองและช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ดังนี้

หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการหยุดวงจรการแพ้ เราควรหยุดใช้เครื่องสำอางแต่งตาทุกชนิด ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือกรดผลไม้ (AHA/BHA) ชั่วคราว การพักหน้าและงดการแต่งตาจะช่วยลดการรบกวนผิว ให้เวลาเซลล์ผิวได้ซ่อมแซมตัวเอง หากสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ใดเป็นต้นเหตุ ควรเลิกใช้ถาวรเพื่อป้องกันไม่ให้เปลือกตาลอกกลับมาเป็นซ้ำ

การทำความสะอาดเปลือกตาอย่างอ่อนโยน


ความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องทำอย่างเบามือที่สุด เราควรเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนพิเศษ หรือใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาแทนการใช้โฟมล้างหน้าทั่วไป หลีกเลี่ยงการถูแรง ๆ ขณะล้างหน้า และซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ วิธีนี้จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและคราบไขมันโดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ

การเติมความชุ่มชื้นด้วยผลิตภัณฑ์เฉพาะจุด

เมื่อผิวแห้งลอก การเติมน้ำให้ผิวคือทางออก เราควรเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับรอบดวงตา (Eye Cream) ที่ระบุว่าสำหรับผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin) ไม่มีน้ำหอมและสารกันเสีย ทาบาง ๆ บริเวณที่แห้งลอกเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น หรืออาจใช้น้ำมันจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ทาเคลือบผิวไว้ การรักษาความชุ่มชื้นจะช่วยลดอาการคันและลดการเกิดขุยของหนังตาลอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประคบเย็นเพื่อลดอาการอักเสบคัน

หากมีอาการคันหรือบวมแดงร่วมด้วย การประคบเย็นเป็นวิธีบรรเทาอาการที่ดีที่สุด เราสามารถใช้ผ้าสะอาดห่อเจลประคบเย็น หรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาด ประคบบริเวณเปลือกตาประมาณ 10-15 นาที ความเย็นจะช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือด ลดอาการบวม และระงับอาการคันได้โดยไม่ต้องใช้ยา ช่วยให้เรารู้สึกสบายตาขึ้นและลดความอยากที่จะขยี้ตา

อาการที่ควรเข้าพบแพทย์

ในบางกรณี การดูแลตัวเองเบื้องต้นอาจไม่เพียงพอ หากเราพยายามรักษาด้วยตัวเองแล้วแต่อาการไม่ทุเลาลง หรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น การไปพบแพทย์ที่ คลินิกทำตา หรือจักษุแพทย์คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด โดยเราควรสังเกตสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

  • อาการต่าง ๆ ไม่ดีขึ้น หรือยังคงมีอาการเรื้อรังนานเกิน 1-2 สัปดาห์ แม้จะดูแลตัวเองแล้ว
  • ลักษณะของเปลือกตาลอกหรือผิวแห้งมีความรุนแรงมากขึ้น ขยายวงกว้าง หรือผิวแตกจนมีเลือดซึม
  • รู้สึกเจ็บปวดภายในดวงตาอย่างชัดเจน หรือมีการมองเห็นที่เปลี่ยนไป เช่น ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
  • เปลือกตามีอาการบวมแดงจัด ร้อน หรือมีตุ่มหนองเกิดขึ้น ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ผื่นหรืออาการลอกลุกลามไปยังส่วนอื่นของใบหน้า เช่น แก้ม หรือหน้าผาก
  • การได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์จะช่วยให้เราทราบสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ ภูมิแพ้ หรือโรคผิวหนังอื่น ๆ เพื่อรับยาและการรักษาที่ถูกต้อง ป้องกันผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของเรา

วิธีป้องกันอาการหนังตาลอก

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างระมัดระวังจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการเปลือกตาลอกซ้ำได้ในอนาคต โดยเราสามารถเริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Hypoallergenic

ในการเลือกซื้อเครื่องสำอางหรือสกินแคร์สำหรับรอบดวงตา เราควรมองหาฉลากที่ระบุว่า "Hypoallergenic" ซึ่งหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีโอกาสก่อให้เกิดการแพ้ได้น้อย หรือเลือกสูตร "Ophthalmologist Tested" ที่ผ่านการรับรองจากจักษุแพทย์ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม
พาราเบน และสีสังเคราะห์ จะช่วยลดความเสี่ยงที่สารเคมีจะไปกระตุ้นให้หนังตาลอกได้อย่างมาก

ทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้เครื่องสำอาง

ก่อนจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่มาใช้กับผิวรอบดวงตาที่บอบบาง เราควรทำการทดสอบการแพ้ (Patch Test) ทุกครั้ง โดยการทาผลิตภัณฑ์ปริมาณเล็กน้อยที่บริเวณท้องแขนหรือหลังใบหู แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีผื่นแดง คัน หรือระคายเคือง จึงค่อยนำมาใช้กับผิวหน้า วิธีนี้ช่วยคัดกรองสารก่อภูมิแพ้และป้องกันปัญหาหน้าพังหรือตาบวมจากการแพ้เครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี

ดูแลสุขอนามัยรอบดวงตา

การรักษาความสะอาดเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เราควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสใบหน้าหรือดวงตาทุกครั้ง หมั่นทำความสะอาดแปรงแต่งหน้าและพัฟอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงไม่ควรใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ การเปลี่ยนเครื่องสำอางตามอายุการใช้งานที่เหมาะสม ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและการระคายเคืองที่เป็นสาเหตุของเปลือกตาลอกได้

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเปลือกตาลอก

ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับอาการผิวรอบดวงตาลอกที่หลายคนมักเข้าใจผิด หรือไม่แน่ใจว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยพร้อมคำตอบที่ชัดเจน เพื่อไขข้อข้องใจและช่วยให้เราดูแลดวงตาได้อย่างถูกต้อง

เปลือกตาลอกสามารถใช้วาสลีนทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นได้หรือไม่?

เราสามารถใช้วาสลีน (Petroleum Jelly) บริสุทธิ์ 100% ทาบาง ๆ บริเวณที่ลอกได้ เนื่องจากวาสลีนมีคุณสมบัติเป็น Occlusive ช่วยเคลือบผิวและป้องกันการระเหยของน้ำ แต่ควรระวังไม่ให้เข้าตาและใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากทาหนาเกินไปอาจทำให้รูขุมขนหรือต่อมไขมันอุดตัน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดตากุ้งยิงได้ในบางคน

อาการหนังตาลอกเป็นโรคติดต่อหรือไม่

โดยทั่วไปอาการหนังตาลอกที่เกิดจากภูมิแพ้ ผิวแห้ง หรือการแพ้สารเคมี "ไม่เป็นโรคติดต่อ" และไม่สามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ แต่หากสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา อาการเหล่านี้อาจสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสหรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ดังนั้นการแยกของใช้และการล้างมือจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย

เปลือกตาลอกจะหายเองได้จริงไหม?

หากอาการเกิดจากการระคายเคืองเล็กน้อย หรือผิวแห้งจากสภาพอากาศ ร่างกายสามารถฟื้นฟูและหายเองได้เมื่อเราดูแลรักษาความชุ่มชื้นและหลีกเลี่ยงสารก่อระคายเคือง แต่หากเป็นอาการเรื้อรังที่เกิดจากโครงสร้างผิวหนัง หรือความหย่อนคล้อยที่ทำให้เกิดการเสียดสีจนอักเสบ อาจต้องพิจารณาการรักษาทางการแพทย์ร่วมด้วย เช่น การตัดหนังตา ในกรณีที่ความหย่อนคล้อยเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาผิวหนังบริเวณนั้น

สรุปบทความ


อาการเปลือกตาลอกและหนังตาลอกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภูมิแพ้ การระคายเคืองจากสารเคมี ไปจนถึงการติดเชื้อ การดูแลรักษาเบื้องต้นด้วยการหยุดใช้เครื่องสำอาง การทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน และการเติมความชุ่มชื้น มักช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันด้วยการรักษาสุขอนามัยและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับรูปตาด้านอื่น ๆ สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการของ Sky Clinic ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว และกำจัดถุงไขมันใต้ตา เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ

ที่มา : -