หลายคนที่สนใจการทำศัลยกรรมตาสองชั้นแบบเปิดหัวตาอาจเคยได้ยินเรื่อง “คีลอยด์” กันมาบ้างใช่ไหมคะ
คีลอยด์คือแผลเป็นที่นูนขึ้นและขยายเกินจากแผลเดิม ทำให้บางคนกังวลเวลาคิดจะผ่าตัดทำตาสองชั้นหรือเปิดหัวตา แล้วคีลอยด์เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะมีวิธีดูแลหรือป้องกันได้ไหม? เราจะมาอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ในบทความนี้กันค่ะ
การเกิดคีลอยด์ (Keloid) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อพังผืดออกมามากเกินไป ดังนี้
พันธุกรรม หากคุณหรือคนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นคีลอยด์มาก่อน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ตำแหน่งของแผล คีลอยด์มักเกิดในบริเวณที่ผิวหนังมีความตึงหรือยืดหยุ่นมาก เช่น หัวตา ไหล่ หรือหน้าอก
การดูแลแผลที่ไม่ถูกต้อง การทำให้แผลติดเชื้อหรือการกดทับแผลบ่อย ๆ อาจกระตุ้นการเกิดคีลอยด์ได้
สีผิว คนที่มีผิวคล้ำมีโอกาสเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าคนผิวขาว
โดยปกติแล้ว ไม่ควรเริ่มนวดทันทีหลังผ่าตัด เพราะแผลยังไม่ปิดสนิทและเสี่ยงต่อการอักเสบ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือหลังตัดไหมไปแล้วประมาณ 3 - 7 วัน หรือตามที่แพทย์สั่ง เมื่อแผลเริ่มแห้งสนิทและไม่มีเลือดซึม การเริ่มนวดในช่วงที่แผลเริ่มสร้างพังผืด ช่วง 1 เดือนแรก จะช่วยสลายความแข็งของไตแผลได้ดีที่สุดค่ะ
การนวดหัวตาเป็นบริเวณที่มีโครงสร้างสำคัญจำนวนมาก ทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตา เส้นประสาท และท่อน้ำตา หากนวดด้วยแรงหรือท่าที่ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง บวมช้ำ เส้นเลือดฝอยแตก หรือกระทบต่อการทำงานของดวงตาได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือเคยผ่านการทำหัตถการรอบดวงตามาก่อน
ดังนั้น การนวดหัวตาจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อประเมินสภาพดวงตาและโครงสร้างใบหน้าอย่างถูกต้อง พร้อมแนะนำวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยกับแต่ละบุคคล ลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง และช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่เป็นอันตรายต่อดวงตาในระยะยาว
แม้การนวดจะมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ควรหลีกเลี่ยงหากคุณอยู่ในกลุ่มดังนี้
ผู้ที่มีแผลอักเสบ ติดเชื้อ หากแผลมีอาการบวมแดง ร้อน หรือมีหนองซึม ห้ามกดนวดเด็ดขาด
ผู้ที่แผลยังไม่ปิดสนิท การนวดอาจทำให้แผลปริแยกได้
ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติหรือทานยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยเขียวช้ำรุนแรงรอบดวงตา
การนวดหัวตาอย่างถูกวิธีจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และทำให้พังผืดที่แข็งเป็นไตอ่อนตัวลง โดยมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
ก่อนเริ่มนวด ควรทายาลดรอยแผลเป็น (Scar Gel) บริเวณหัวตา เพื่อลดแรงเสียดทาน ระหว่างนิ้วมือกับผิวหนังที่บอบบาง ช่วยให้ปลายนิ้วลื่นไหลไปกับผิวได้ดี และตัวยาจะซึมเข้าสู่แผลได้ลึกขึ้นจากการนวด
ใช้กระดาษทิชชู่ที่สะอาดและนุ่ม หรือผ้าก๊อซรองบริเวณหัวตาก่อนนวด เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลด้วยนิ้วมือโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่แผลที่กำลังสมานตัว
ใช้ปลายนิ้วกดตรงที่แข็งเป็นไต ๆ ตรงบริเวณหัวตาลงน้ำหนักการกดพอประมาณ ห้ามกดแรงโดยนวดหมุนวนไปตามเข็มนาฬิกา นวดวนไปเรื่อย ๆ โดยนวดครั้งละ 5 - 10 นาทีต่อวัน เพื่อให้แผลคีลอยด์นุ่มขึ้น
หากระหว่างนวดหรือหลังนวด สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ควรหยุดทันทีและรีบปรึกษแพทย์ผู้ชำนาญการทันที
แผลขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตผิดปกติจนคันหรือเจ็บปวด
สีของแผลเปลี่ยนไป กลายเป็นสีแดงก่ำหรือม่วงเข้ม และมีอาการระคายเคืองตลอดเวลา
มีของเหลวไหลออกมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำเหลืองหรือเลือดซึมจากรอยแผลเดิม
มีการมองเห็นผิดปกติ มีอาการตาพร่ามัว หรือเคืองตาเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมตลอดเวลาจากการกดทับที่มากเกินไป
การนวดบริเวณหัวตาหลังผ่าตัดมีส่วนช่วยให้แผลนุ่ม ลดความตึง และลดโอกาสการเกิดคีลอยด์ได้ แต่จำเป็นต้องทำอย่างถูกวิธีและระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยมีข้อควรระวังดังนี้
ห้ามใช้เล็บจิกหรือขูดบริเวณแผล ควรใช้นิ้วมือที่สะอาดและนุ่มเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและการอักเสบของผิวหนัง
ไม่ควรกดแรงเกินไป การออกแรงมากเกินอาจกระตุ้นให้แผลระคายเคือง บวมแดง หรือทำให้เนื้อแผลหนาตัวมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้คีลอยด์แย่ลงได้
ควรเริ่มนวดหลังตัดไหมแล้วอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้แผลปิดสนิทและลดความเสี่ยงต่อการปริหรือการติดเชื้อ
หลีกเลี่ยงการนวดหากมีอาการผิดปกติ เช่น แผลแดง บวม ร้อน เจ็บมาก หรือมีของเหลวซึมออกมา ควรหยุดนวดและปรึกษาแพทย์ทันที
รักษาความสะอาดก่อนและหลังนวดทุกครั้ง ล้างมือให้สะอาด และอาจใช้ครีมหรือยาลดรอยแผลเป็นตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อช่วยให้การนวดลื่นและลดการเสียดสี
ไม่ควรนวดบ่อยหรือถี่เกินไป โดยทั่วไปแนะนำให้นวดวันละ 1 – 2 ครั้ง ครั้งละไม่กี่นาที ก็เพียงพอแล้ว
การนวดหัวตาลดคีลอยด์อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ จะช่วยให้แผลดูเรียบเนียนขึ้น ฟื้นตัวได้ดี และลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นที่หนาแข็งในระยะยาวค่ะ
การดูแลแผลคีย์ลอยด์นอกจากการนวดหัวตาแล้ว ยังมีวิธีอื่นเช่น การฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อช่วยให้คีลอยด์ยุบลงและนุ่มขึ้น หรือการประคบเย็นบ่อยๆ ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บ และคันลงได้ ทั้งนี้วิธีที่จะใช้รักษาขึ้นอยู่กับขนาดของคีลอยด์ โดยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น
ผู้ที่มีประวัติเป็นคีลอยด์ง่ายสามารถนวดหัวตาได้ แต่ควรทำด้วยความเบามือ และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด
โดยทั่วไปควรนวดอย่างสม่ำเสมอประมาณ 4 – 8 สัปดาห์ ทั้งนี้ระยะเวลาการเห็นผลขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ลักษณะของแผล และการดูแลหลังผ่าตัดร่วมด้วย หากแผลเริ่มนุ่มและเรียบขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัว
การนวดหัวตาอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่แผลกำลังฟื้นตัว จะช่วยควบคุมการหนาตัวของเนื้อแผลในระยะแรก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเกิดคีลอยด์ หากดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสที่แผลจะพัฒนาเป็น
คีลอยด์ขนาดใหญ่ในระยะยาวได้

**แต่ทั้งนี้คีลอยด์อาจจะเกิดขึ้นกับเฉพาะบุคคลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงพันธุกรรมและวิธีการดูแลรักษาแผล**
ถึงแม้การทำศัลยกรรมตาสองชั้น และการเปิดหัวตาอาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดคีลอยด์หรือแผลเป็นนูนบริเวณรอยแผลผ่าตัดได้ แต่หากให้ความสำคัญกับการดูแลหลังผ่าตัดอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ ก็จะช่วยให้ผลลัพธ์หลังผ่าตัดออกมาดี รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลคีย์ลอยด์ได้
หากใครที่ทำตาสองชั้นร่วมกับการเปิดตัวตา แล้วมีอาการดังกล่าวอยู่สามารถลองนวดบริเวณหัวตาตามวิธีข้างต้นได้เลยนะคะ แต่หากท่านใดที่มีความกังวลใจเรื่องปัญหาคีลอยด์ หรือรู้สึกว่าแผลคีลอยด์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แนะนำให้เข้าไปรับการปรึกษากับแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับปัญหาของคุณค่ะ