งูสวัดขึ้นตา คืออะไร อันตรายแค่ไหน และควรรักษาอย่างไร
icon  icon
งูสวัดขึ้นตา

งูสวัดขึ้นตา คืออะไร อันตรายแค่ไหน และควรรักษาอย่างไร

หลายคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคงูสวัดที่เกิดขึ้นตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นที่บริเวณรอบดวงตาได้เช่นกัน ภาวะงูสวัดขึ้นตาเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจและอาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้อย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลอย่างถูกวิธีอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของโรคตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ต้องเฝ้าระวัง ไปจนถึงแนวทางการดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อให้เข้าใจถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที


สนใจปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญ

งูสวัดขึ้นตา คืออะไร

ภาวะงูสวัดขึ้นตาเป็นความผิดปกติที่สืบเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งเชื้อไวรัสนี้สามารถลุกลามเข้าสู่บริเวณรอบดวงตาและส่งผลเสียต่อระบบการมองเห็นของเราได้อย่างรุนแรง ในกรณีที่ปล่อยปละละเลยหรือไม่เข้ารับการดูแลจากแพทย์อย่างรวดเร็ว อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสายตาในระยะยาวได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค สัญญาณเตือนเบื้องต้น แนวทางการดูแลรักษา รวมถึงวิธีป้องกันอย่างถูกวิธี
จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสลุกลามทำลายดวงตา

สาเหตุของงูสวัดขึ้นตาเกิดจากอะไร

ภาวะนี้มีต้นตอมาจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella zoster virus) หรือเชื้อ VZV ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อเราหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสตัวนี้จะหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของเราได้ยาวนานหลายปีโดยไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ กระทั่งเมื่อร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย เชื้อที่แฝงตัวอยู่จะเริ่มแบ่งตัวและกระจายไปตามแนวเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ปวดแสบปวดร้อน มีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาทรับความรู้สึก ผู้ที่เคยผ่านการเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนจึงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับโรคงูสวัดได้เสมอ

อาการของงูสวัดขึ้นตาที่ควรสังเกต

สัญญาณเตือนของโรคงูสวัดบริเวณดวงตามีการพัฒนาไปตามแต่ละช่วงเวลา โดยเริ่มตั้งแต่ระดับที่ยังไม่ปรากฏรอยโรคบนผิวหนัง ไปจนถึงช่วงที่ร่างกายเริ่มฟื้นตัว ซึ่งแต่ละระยะจะมีลักษณะความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป การหมั่นสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้รับมือได้ทัน ดังนี้

  • ระยะเริ่มมีอาการ (Preeruptive phase) เชื้อไวรัสจะกระจายตัวตามแนวปมประสาท ทำให้เกิดการอักเสบ มีความรู้สึกเจ็บแปลบ ชา หรือปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนังซีกใดซีกหนึ่ง อาจร่วมกับอาการปวดหัว ปวดเมื่อย มีไข้ อ่อนเพลีย หรือตาแพ้แสง โดยระยะนี้จะกินเวลา 1-3 วันก่อนที่จะมีผื่นปรากฏ
  • ระยะออกผื่น (Acute eruption phase) เริ่มมีผื่นแดงตามด้วยตุ่มน้ำใสขึ้นเรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาทบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตา มักขึ้นเพียงซีกเดียวและจะขึ้นเต็มที่ใน 3-5 วัน ร่วมกับไข้และอาการเจ็บแปลบเมื่อสัมผัสผิว ผื่นจะค่อย ๆ แตก แห้ง และตกสะเก็ดหลุดลอกไปใน 10-15 วัน หากภูมิคุ้มกันต่ำมากอาการอาจรุนแรงกว่าปกติ
  • ระยะฟื้นหายจากโรค (Chronic phase) แม้รอยโรคบนผิวหนังจะจางลงและตุ่มน้ำยุบตัวแล้ว แต่ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อน เจ็บแปลบ หรือปวดเหมือนมีเข็มทิ่มตามแนวเส้นประสาทอาจยังคงหลงเหลืออยู่ บางรายอาจมีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ หรือปวดเรื้อรังต่อเนื่องไปอีกหลายปี

งูสวัดขึ้นตาส่งผลต่อดวงตาอย่างไร

การปล่อยให้เชื้อไวรัสลุกลามเข้าสู่บริเวณใบหน้าและรอบดวงตา ถือเป็นภาวะวิกฤตที่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างการมองเห็นในหลายมิติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ ส่วนต่าง ๆ ของดวงตาจนเกิดภาวะอักเสบรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

เปลือกตาและเยื่อบุตาเกิดการอักเสบ

เมื่อเชื้อไวรัสลุกลามมาถึงบริเวณเปลือกตา จะก่อให้เกิดรอยโรคที่เป็นตุ่มน้ำใสและผื่นแดงกระจายตัวอยู่รอบ ๆ ทำให้เปลือกตามีอาการบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งอาจรุนแรงจนลืมตาได้ลำบาก นอกจากนี้ยังส่งผลให้เยื่อบุตาเกิดการอักเสบตามมา ทำให้มีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล และมีขี้ตามากกว่าปกติ ซึ่งภาวะอักเสบในส่วนนี้หากไม่รีบดูแลอาจนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนอาการลุกลามหนักขึ้น

กระจกตาอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส

กระจกตาเป็นส่วนที่บอบบางและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการมองเห็น หากเชื้อไวรัสงูสวัดเข้าจู่โจมบริเวณนี้ จะทำให้กระจกตาเกิดการอักเสบ ขุ่นมัว และเกิดเป็นแผลที่ผิวกระจกตา ผู้ที่มีอาการจะรู้สึกปวดตาอย่างรุนแรง สู้แสงไม่ได้ และการมองเห็นลดลงอย่างเห็นได้ชัด แผลที่กระจกตาอาจลุกลามลึกขึ้นจนกลายเป็นแผลเป็น ซึ่งรอยแผลเป็นนี้จะบดบังการหักเหของแสง ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

การอักเสบของม่านตาและช่องหน้าลูกตา

การติดเชื้อที่ลึกลงไปในดวงตาสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของม่านตาและของเหลวในช่องหน้าลูกตา ภาวะนี้จะทำให้ผู้ที่มีอาการรู้สึกปวดตาตื้อ ๆ ลึก ๆ ภายในเบ้าตา ตาแดง และการมองเห็นพร่ามัวลง หากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังโดยไม่ควบคุม อาจส่งผลให้ความดันลูกตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคต้อหินและทำลายขั้วประสาทตาในที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจกระทบต่อจอประสาทตา

ในกรณีที่เชื้อไวรัสมีความรุนแรงหรือภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอมาก เชื้ออาจลุกลามลึกเข้าไปถึงส่วนของจอประสาทตาและเส้นประสาทตา ทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาอักเสบหรือเนื้อตาย ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายขั้นสูงสุด ผู้ที่มีอาการอาจสูญเสียลานสายตาหรือตาบอดได้อย่างเฉียบพลัน การป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลามมาถึงจุดนี้จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดในการดูแลรักษาภาวะไวรัสขึ้นตา

วิธีรักษางูสวัดขึ้นตา


การดูแลรักษาภาวะนี้มุ่งเน้นไปที่การลดความรุนแรงของเชื้อไวรัส บรรเทาความเจ็บปวด และสกัดกั้นไม่ให้
เกิดความเสียหายต่อดวงตา ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการเริ่มดูแลภายใน 48-72 ชั่วโมงแรกหลังมีผื่นปรากฏ
โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาแนวทางดังนี้

  • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) จักษุแพทย์จะสั่งจ่ายยาในกลุ่มต้านไวรัส เช่น ยา Acyclovir, Famciclovir หรือ Valaciclovir เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค ช่วยให้ตุ่มน้ำแห้งเร็วขึ้น พร้อมทั้งลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อดวงตาและ
    เส้นประสาท
  • การใช้ยาต้านแบคทีเรีย (Antibacterial drugs) ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนบริเวณแผล จักษุแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบกลุ่มเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ทั้งรูปแบบยาทาหรือยารับประทาน เพื่อเร่งลดการอักเสบ บรรเทาความเจ็บปวด และช่วยให้รอยโรคบริเวณรอบดวงตาหรือใบหน้ายุบตัวลงอย่างรวดเร็ว
  • การใช้ยาบรรเทาอาการปวด (Pain reliever) เนื่องจากอาการปวดตามเส้นประสาทมีความรุนแรง จักษุแพทย์จึงมักพิจารณาให้ยาแก้ปวดควบคู่กับยาต้านไวรัส เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อย่างยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อช่วยลดความทรมานจากอาการปวดแสบปวดร้อน

วิธีป้องกันงูสวัด

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะเชื้อไวรัสปะทุขึ้นมาใหม่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงถือเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนได้ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้

  • การเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่เคยหรือไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและบรรเทาความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดการสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่กำลังมีอาการงูสวัดต้องหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ
    เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส นอกจากนี้ต้องแยกของใช้ส่วนตัว เครื่องนุ่งห่ม และที่นอนออกจากสมาชิกในครอบครัวอย่างชัดเจน
  • ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ การรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันทำได้โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม เมื่อร่างกายแข็งแรงก็จะช่วยกดทับไม่ให้เชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่ออกมาทำร้ายเราได้

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับงูสวัดขึ้นตา

ภาวะไวรัสลุกลามเข้าดวงตาเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยและความกังวลใจให้กับหลายคน เราจึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการประเมินอาการและเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้ารับการดูแลอย่างถูกต้องและทันเวลา

งูสวัดขึ้นตาอันตรายหรือไม่

ภาวะนี้จัดเป็นความผิดปกติที่มีความอันตรายสูงมาก หากเชื้อไวรัสลุกลามเข้าสู่โครงสร้างดวงตาและไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ความดันลูกตาพุ่งสูงจนกลายเป็นต้อหิน หรือร้ายแรงที่สุดคือทำลายเส้นประสาทตาจนส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นถาวร ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติตามแนวเส้นประสาทบริเวณใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง จึงถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันที

งูสวัดขึ้นตารักษาหายได้หรือไม่

หลายคนมักสงสัยว่างูสวัดขึ้นตากี่วันหาย คำตอบคือในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและมีระบบภูมิคุ้มกันปกติ อาการมักจะฟื้นตัวและหายดีได้ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากละเลยการพบจักษุแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างถูกวิธี อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบตกค้างรุนแรง เช่น อาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN) หรือเกิดความเสียหายต่อระบบประสาทส่วนดวงตาในระยะยาวได้

หากมีผื่นรอบดวงตาควรรีบพบแพทย์เมื่อไร

ทันทีที่เริ่มสังเกตเห็นผื่นแดง ตุ่มน้ำใส หรือรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หรือปลายจมูก ควรรีบมาพบจักษุแพทย์ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะช่วงนาทีทองภายใน 48-72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ การได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วจะช่วยหยุดยั้งการลุกลามของเชื้อ ลดความเสี่ยงต่อการตาบอด และลดความรุนแรงของอาการปวดตามแนวเส้นประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สรุปบทความ


ภาวะงูสวัดลุกลามเข้าดวงตาเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจสร้างความสูญเสียต่อการมองเห็นได้อย่างถาวร การรู้เท่าทันอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและรีบเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาสายตาของเราเอาไว้ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาคลินิกทำตาเพื่อแก้ไขปัญหาเปลือกตาด้านอื่น ๆ สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการของ Sky Clinic ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว ส่องกล้องยกคิ้ว และกำจัดถุงไขมันใต้ตา เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ

ที่มา : -