โรค VKH คืออะไร อาการเป็นอย่างไร อันตรายต่อดวงตาแค่ไหน
icon  icon
โรค VKH คืออะไร

โรค VKH คืออะไร อาการที่ควรระวังและมีแนวทางการรักษามีอะไรบ้าง

หลายคนอาจไม่คุ้นหูกับชื่อของ โรค VKH หรือ Vogt-Koyanagi-Harada disease มากนัก แต่ทราบหรือไม่ว่าภาวะนี้เป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะดวงตาที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้ หากเราสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งดวงตา หู และผิวหนัง การทำความรู้จักกับโรคนี้จะช่วยให้เรารู้ทันสัญญาณเตือนและเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่อาการจะลุกลามจนยากจะแก้ไขและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต

โรค VKH คืออะไร

โรค VKH หรือกลุ่มอาการโวกต์-โคนายากิ-ฮาราดะ คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่หันมาทำลายเซลล์เม็ดสีในร่างกายตนเอง (Autoimmune Disease) ซึ่งเซลล์เหล่านี้กระจายอยู่ตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะดวงตา ผิวหนัง หู และเยื่อหุ้มสมอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หากนิยามง่ายๆ โรค VKH คือ ภาวะที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านเม็ดสีเมลานิน ทำให้เกิดอาการผิดปกติตามระบบต่างๆ ที่มีเม็ดสีเป็นส่วนประกอบหลักนั่นเอง

สัญญาณเตือนและอาการของโรค VKH 

อาการของโรคนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและส่งผลกระทบต่อหลายระบบพร้อมกัน หากเราสังเกตพบความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงตามระบบต่างๆ ดังต่อไปนี้ ควรรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที

อาการทางดวงตา 

เป็นอาการที่พบได้บ่อยและรุนแรงที่สุด โดยมักมีอาการตามัวลงอย่างรวดเร็วทั้งสองข้าง มีอาการตาสู้แสงไม่ได้ ปวดกระบอกตา และเห็นจุดดำลอยไปมา ภาวะ VKH Eye คือ การอักเสบของม่านตาและจอประสาทตา (Uveitis) ทำให้เกิดจอประสาทตาบวมน้ำหรือลอกตัว ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ต้อหิน ต้อกระจก หรือสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

อาการทางหู

นอกจากการมองเห็นแล้ว ระบบการได้ยินยังได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมักมีอาการหูอื้อ การได้ยินลดลง หรือรู้สึกมีเสียงวิ้งๆ ในหูคล้ายเสียงแมลง (Tinnitus) ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไล่เลี่ยกับอาการทางดวงตา การทรงตัวอาจเสียไปในบางรายเนื่องจากความผิดปกติของหูชั้นในที่มีเซลล์เม็ดสีเป็นส่วนประกอบ

อาการทางผิวหนังและเส้นผม 

เมื่อภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดสี จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่สังเกตได้ชัดเจน เช่น ผมร่วงเป็นหย่อม มีผมหงอกก่อนวัย ขนคิ้วหรือขนตาเปลี่ยนเป็นสีขาว รวมถึงผิวหนังมีรอยด่างขาว (Vitiligo) ปรากฏขึ้นตามร่างกาย โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในระยะหลังของการอักเสบ หรือช่วงฟื้นตัวของโรค

อาการทางระบบประสาท 

ในระยะแรกของการเจ็บป่วย อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ นำมาก่อนด้วยอาการปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ขยับคอแล้วเจ็บ หรือมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง หากเรามีอาการปวดศีรษะที่ผิดปกติร่วมกับตามัวและหูอื้อ ต้องระวังว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ของโรคนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความเครียดทั่วไป

สาเหตุของโรค VKH 


แม้ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุต้นตอที่แน่ชัดได้ 100% แต่จากการศึกษาพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด จนนำไปสู่การเกิดโรค โดยสามารถสรุปสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ได้ดังนี้

  • ความผิดปกติของพันธุกรรม พบว่าบุคคลที่มีรหัสพันธุกรรมบางชนิด (เช่น HLA-DR4) มีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งมักพบได้บ่อยในชาวเอเชีย
  • การติดเชื้อไวรัส การได้รับเชื้อไวรัสบางชนิดอาจเป็นตัวกระตุ้น (Trigger) ให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองผิดปกติ จนหันมาทำลายเซลล์เม็ดสีของตนเอง
  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเม็ดสีเมลานิน (Melanocyte) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในตา หู และผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะเหล่านั้น

แนวทางการรักษา

การรักษาจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องและการดูแลจากจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อลดการอักเสบและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยเป้าหมายหลักคือการสงบโรคและกู้คืนการมองเห็นให้กลับมาดีที่สุด โดยมีแนวทางหลักดังนี้

  • การใช้ยาสเตียรอยด์ เป็นหัวใจหลักของการรักษาในช่วงระยะเฉียบพลัน เพื่อลดการอักเสบของดวงตาและอวัยวะอื่นๆ อย่างรวดเร็ว แพทย์อาจพิจารณาให้ยาทางหลอดเลือดดำในปริมาณสูง ก่อนจะปรับเป็นยาชนิดรับประทานและค่อยๆ ลดปริมาณลงเมื่ออาการดีขึ้น การใช้อย่างถูกต้องภายใต้การดูแลจะช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้
  • ยาปรับภูมิคุ้มกัน ในกรณีที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อสเตียรอยด์ หรือจำเป็นต้องลดปริมาณ
    สเตียรอยด์ลงเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงในระยะยาว แพทย์ผู้ชำนาญการจะพิจารณาใช้ยาปรับภูมิคุ้มกันร่วมด้วย เพื่อควบคุมให้โรคบรรเทาลงและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งต้องมีการตรวจเลือดติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
  • การรักษาและดูแลดวงตาต่อเนื่อง หากโรคทำให้เกิดต้อกระจกหรือต้อหิน จำเป็นต้องได้รับการรักษาตามอาการนั้นๆ สำหรับบางรายที่กังวลเรื่องโครงสร้างดวงตาหลังจากโรคสงบแล้ว การปรึกษาเรื่อง ทำตาสองชั้น เพื่อปรับแก้ความหย่อนคล้อยหรือปรับรูปตาให้ดูสดใสขึ้น ก็เป็นสิ่งที่สามารถพิจารณาได้เมื่อดวงตาแข็งแรงดีแล้ว

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรค VKH

โรค VKH สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

โรคนี้สามารถรักษาให้โรคสงบและควบคุมอาการได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรก การมองเห็นมักจะกลับมาเป็นปกติได้ แต่โรคนี้มีโอกาสกลับมากำเริบซ้ำได้หากขาดยา หรือร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นการติดตามอาการกับจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้การอักเสบกลับมาทำลายดวงตาอีกครั้ง

ทำไมโรค VKH ถึงทำให้ผมร่วงหรือผิวเป็นด่างขาว

สาเหตุเกิดจากเป้าหมายการโจมตีของระบบภูมิคุ้มกันคือ "เม็ดสีเมลานิน" (Melanocyte) ซึ่งไม่ได้มีอยู่แค่ในดวงตา แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของรากผมและผิวหนัง เมื่อภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์เหล่านี้ จึงส่งผลให้ผมร่วง สีผมเปลี่ยนเป็นสีขาว หรือผิวหนังขาดเม็ดสีจนเกิดเป็นรอยด่างขาว ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่เกิดขึ้นภายในดวงตานั่นเอง

หากมีอาการตาพร่ามัวร่วมกับปวดศีรษะและหูอื้อ ควรทำอย่างไร

ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการ เพราะอาการทั้งสามอย่างนี้ (ตา หู ศีรษะ) ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นสัญญาณบ่งชี้ที่จำเพาะเจาะจงของโรคนี้ การปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปอาจทำให้จอประสาทตาลอกหรือประสาทหูเสื่อมถาวร การได้รับการรักษาด้วยยาต้านการอักเสบอย่างทันท่วงที จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกู้คืนการมองเห็นและการได้ยินให้กลับมาเป็นปกติ

สรุปบทความ


โรค VKH เป็นภาวะที่ต้องอาศัยความใส่ใจในการสังเกตความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะอาการทางตาที่สัมพันธ์กับระบบอื่นๆ แม้จะเป็นโรคที่ดูน่ากังวล แต่หากเรารู้ทันและเข้าสู่กระบวนการรักษาเร็ว ก็สามารถควบคุมโรคให้สงบและใช้ชีวิตได้ตามปกติ การดูแลสุขภาพดวงตาจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

สำหรับใครที่กังวลหรือกำลังมองหาคลินิกทำตาที่ได้มาตรฐาน Sky Clinic พร้อมดูแลโดยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ เรามีบริการแก้ไขปัญหาความงามอย่างการทำตาสองชั้น เพื่อให้ดวงตาสดใสและมองเห็นได้ชัดเจนอยู่เสมอ

ที่มา : -