น้ำตาไหลตลอดเวลา ท่อน้ำตาอุดตันเกิดจากอะไร? เช็กอาการและวิธีรักษา
icon  icon
 ท่อน้ำตาอุดตัน

ท่อน้ำตาอุดตัน สาเหตุที่มีน้ำตาคลอตลอดเวลา พร้อมแนวทางรักษา

หากวันหนึ่งเราต้องเผชิญกับปัญหาน้ำตาไหลพรากตลอดเวลาทั้งที่ไม่ได้ร้องไห้ หรือรู้สึกเหมือนมีน้ำเอ่อล้นในดวงตาจนรบกวนการมองเห็น นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะท่อน้ำตาอุดตัน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและสร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตประจำวัน บทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุ เช็กอาการที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง พร้อมแนวทางการรักษาที่จะช่วยให้ดวงตากลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนและมั่นใจอีกครั้ง


สนใจปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญ

ท่อน้ำตาอุดตัน คืออะไร?

ภาวะท่อน้ำตาอุดตัน คือ ความผิดปกติของระบบระบายน้ำตา ตามปกติแล้วน้ำตาจะถูกสร้างขึ้นเพื่อหล่อลื่นดวงตาและระบายออกผ่านรูเล็ก ๆ บริเวณหัวตาลงสู่โพรงจมูก แต่เมื่อเกิดการอุดตันในส่วนใดส่วนหนึ่งของทางระบายนี้ น้ำตาจึงไม่สามารถไหลลงไปได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดน้ำตาขังเอ่อล้นออกมาทางหน้าตาเหมือนคนร้องไห้ตลอดเวลา ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้

อาการท่อน้ำตาอุดตัน

อาการของภาวะนี้มักค่อยเป็นค่อยไปและอาจรุนแรงขึ้นหากไม่ได้รับการดูแล โดยเราสามารถสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาได้ดังนี้

มีน้ำตาไหลเอ่อตลอดเวลา

อาการที่เด่นชัดที่สุดคือการมีน้ำตาไหลออกมามากผิดปกติ หรือมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจะอยู่ในอารมณ์ปกติ ไม่ได้เศร้าเสียใจ หรือโดนลมพัด การที่มีน้ำตาขังอยู่ตลอดเวลานี้จะสร้างความรำคาญและทำให้เราต้องคอยซับน้ำตาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งการเช็ดตาบ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวรอบดวงตาเกิดการระคายเคืองตามมาได้

มีขี้ตาเยอะผิดปกติ

เมื่อระบบระบายน้ำตาทำงานไม่สะดวก จะทำให้มีการสะสมของเมือกและแบคทีเรียบริเวณดวงตามากขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าตื่นเช้ามามีขี้ตาเกรอะกรังจำนวนมาก หรือมีขี้ตาลักษณะเหนียวข้นสะสมอยู่บริเวณหัวตาและขนตาตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบทำความสะอาดตามธรรมชาติของดวงตากำลังมีปัญหา

มีหนองซึมบริเวณหัวตา

หากการอุดตันนำไปสู่การติดเชื้อ เราอาจพบว่ามีของเหลวลักษณะคล้ายหนองสีขาวขุ่นหรือสีเหลืองซึมออกมาจากรูเปิดท่อน้ำตาบริเวณหัวตา เมื่อใช้นิ้วกดเบา ๆ บริเวณถุงน้ำตา อาจมีหนองไหลย้อนออกมามากขึ้น อาการนี้แสดงถึงการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้นและควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที

อาการปวด บวม แดง บริเวณหัวตาและถุงน้ำตา

การอุดตันที่เรื้อรังอาจทำให้ถุงน้ำตาอักเสบ (Dacryocystitis) ส่งผลให้เกิดอาการบวมแดง ร้อน และเจ็บปวดอย่างมากบริเวณร่องข้างจมูกใกล้หัวตา

การมองเห็นขุ่นมัว

การที่มีน้ำตาเอ่อล้นเคลือบกระจกตาอยู่ตลอดเวลา จะส่งผลโดยตรงต่อการหักเหของแสง ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่ชัดเจน หรือดูขุ่นมัวเหมือนมองผ่านม่านน้ำ เราอาจต้องกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาออกไปเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานและการขับขี่รถยนต์

มีการติดเชื้อที่ดวงตาซ้ำซาก

เมื่อน้ำตาไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ เชื้อโรคจะตกค้างและเจริญเติบโตได้ดีในถุงน้ำตา ทำให้เรามีอาการตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ หรือมีการติดเชื้อบริเวณดวงตาเป็น ๆ หาย ๆ ซ้ำซาก แม้จะหยอดยารักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว แต่หากต้นเหตุคือท่อน้ำตายังตันอยู่ การติดเชื้อก็จะกลับมาเป็นใหม่ได้เสมอ

สาเหตุที่ท่อน้ำตาตัน


สาเหตุที่ทำให้ท่อน้ำตาตันนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากโครงสร้างทางกายภาพตั้งแต่กำเนิด หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น ดังนี้

ภาวะท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิดในทารกแรกเกิด

ในเด็กทารกแรกเกิดจำนวนมาก พบว่าลิ้นเปิดปิดบริเวณปลายท่อน้ำตาที่เปิดเข้าสู่จมูกยังไม่เปิดออก หรือมีแผ่นพังผืดบาง ๆ ปิดกั้นอยู่ ทำให้น้ำตาไหลลงคอไม่ได้ จึงมีอาการน้ำตาคลอและขี้ตาแฉะ ซึ่งส่วนใหญ่อาการมักจะดีขึ้นและหายไปได้เองเมื่อเด็กโตขึ้นและมีการนวดหัวตาอย่างถูกวิธี

ความเสื่อมตามวัยที่ทำให้รูระบายน้ำตาแคบลง

เมื่ออายุมากขึ้นเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อรอบดวงตาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ รูระบายน้ำตาก็อาจตีบแคบลงตามวัยเช่นกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการระบายน้ำตาลดลงจนเกิดการอุดตันในที่สุด

การติดเชื้อเรื้อรัง อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดบริเวณใบหน้า

ประวัติการติดเชื้อที่ดวงตาหรือโพรงจมูกซ้ำ ๆ สามารถก่อให้เกิดพังผืดในท่อน้ำตาได้ นอกจากนี้ ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า หรือเคยเข้ารับการผ่าตัดไซนัสและจมูก อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของท่อน้ำตา ทำให้เกิดการเบียดทับหรือเสียหายจนทางระบายน้ำตาอุดตัน

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหยอดตาบางชนิด

การใช้ยาหยอดตาเพื่อรักษาโรคทางตาบางชนิดเป็นเวลานานต่อเนื่องกันหลายปี อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรังบริเวณรูท่อน้ำตา จนนำไปสู่การตีบตันของท่อน้ำตาได้ ดังนั้นการใช้ยาหยอดตาจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด

ผลข้างเคียงจากเนื้องอก

แม้จะพบได้น้อยแต่การเกิดเนื้องอกบริเวณถุงน้ำตา ท่อน้ำตา หรือบริเวณโพรงจมูก ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่สามารถไปกดเบียดทางเดินน้ำตาให้ตีบตันได้ หากมีอาการคัดจมูกร่วมกับน้ำตาไหลข้างเดียว หรือมีเลือดกำเดาไหลร่วมด้วย ควรรีบตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด

วิธีตรวจวินิจฉัยภาวะต่อมน้ำตาอุดตันโดยจักษุแพทย์

เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากต่อมน้ำตาอุดตันหรือความผิดปกติที่ท่อระบาย จักษุแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดแม่นยำ ดังนี้

  • การทดสอบด้วยสีย้อม (Fluorescein Dye Disappearance Test) จักษุแพทย์จะหยอดสีชนิดพิเศษลงในดวงตา แล้วรอสังเกตประมาณ 5-10 นาที หากสียังคงค้างอยู่ในดวงตา ไม่ไหลหายไป แสดงว่าระบบระบายน้ำตามีปัญหาและน่าจะมีการอุดตันเกิดขึ้น
  • การล้างและแยงท่อน้ำตา (Irrigation and Probing) การใช้เข็มปลายทู่ขนาดเล็กสอดผ่านรูเปิดท่อน้ำตาบริเวณหัวตา ทั้งเปลือกตาบนและล่าง จากนั้นจะฉีดน้ำเกลือเข้าไป หากผู้รับการตรวจรู้สึกว่ามีน้ำไหลลงคอ แสดงว่าท่อไม่ตัน แต่ถ้ามีน้ำไหลย้อนกลับออกมา แสดงว่ามีการอุดตัน
  • การตรวจทางรังสีวิทยา (Dacryocystography) ในกรณีที่ต้องการรายละเอียดโครงสร้างที่ชัดเจน แพทย์อาจฉีดสารทึบรังสีเข้าสู่ท่อน้ำตาแล้วทำการ X-Ray หรือ CT Scan ภาพที่ได้จะช่วยระบุตำแหน่งที่อุดตันและความผิดปกติอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำ

แนวทางการรักษาท่อน้ำตาอุดตัน

การรักษาท่อน้ำตาอุดตันจะขึ้นอยู่กับอายุ สาเหตุ และความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การนวดหัวตาและการใช้ยา

ในเด็กทารกหรือผู้ที่มีอาการเริ่มแรก การนวดหัวตาถือเป็นวิธีหลัก โดยใช้นิ้วชี้กดที่หัวตาแล้วรูดลงมาข้างจมูกเพื่อดันให้น้ำตาทะลุผ่านเยื่อกั้นลงไป ร่วมกับการใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะหากมีการติดเชื้อ วิธีนี้ได้ผลดีมากในเด็กเล็กและช่วยลดอาการในผู้ใหญ่บางรายได้

การแยงท่อน้ำตา (Probing)

หากการนวดไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาทำการแยงท่อน้ำตา โดยใช้แท่งโลหะขนาดเล็กสอดเข้าไปเพื่อเปิดทางระบายที่ตีบตันอยู่ วิธีนี้มักทำในเด็กที่มีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไปที่ไม่หายเอง หรือในผู้ใหญ่ที่มีการตีบตันเพียงบางส่วนเพื่อขยายทางเดินน้ำตาให้กว้างขึ้น

การใส่ท่อซิลิโคนขนาดเล็กเพื่อขยายทางระบายน้ำตา

ในกรณีที่มีการตีบตันซ้ำ หรือการแยงท่อน้ำตาไม่ได้ผลถาวร แพทย์อาจสอดท่อซิลิโคนขนาดเล็กค้างไว้ในท่อน้ำตาเป็นระยะเวลาหนึ่ง (ประมาณ 3-6 เดือน) เพื่อทำหน้าที่เป็นโครงสร้างขยายท่อทางเดินน้ำตาไว้ ป้องกันไม่ให้กลับมาตีบตันซ้ำอีกหลังจากถอดท่อออก

การผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำตาใหม่ (DCR)

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีภาวะท่อน้ำตาตันอย่างสมบูรณ์ การผ่าตัด Dacryocystorhinostomy (DCR) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือการสร้างทางระบายน้ำตาใหม่เชื่อมต่อถุงน้ำตาเข้ากับโพรงจมูกโดยตรง ปัจจุบันสามารถทำได้ผ่านการส่องกล้องในจมูก ไร้แผลเป็นภายนอก ช่วยให้หายขาดจากอาการน้ำตาไหลได้อย่างถาวร

วิธีทำความสะอาดดวงตา

การดูแลความสะอาดรอบดวงตาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำตาไหล เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำซ้อน

  • ประคบอุ่นบริเวณดวงตา ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นบิดหมาด ๆ ประคบที่ดวงตาประมาณ 5-10 นาที ความร้อนจะช่วยละลายไขมันที่อุดตันรูเปิดของต่อมต่าง ๆ และช่วยให้ขี้ตาที่แข็งตัวหลุดออกได้ง่ายขึ้น
  • การเช็ดทำความสะอาด ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว หรือน้ำเกลือสำหรับล้างแผล เช็ดทำความสะอาดเปลือกตา โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตาเบา ๆ ไม่ควรเช็ดถูแรง ๆ กลับไปกลับมา และเปลี่ยนสำลีใหม่ทุกครั้งเมื่อเช็ดซ้ำ เพื่อป้องกันเชื้อโรคย้อนกลับเข้าสู่ดวงตา

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับท่อน้ำตาอุดตัน

เราได้รวบรวมข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะนี้ เพื่อคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ท่อน้ำตาอุดตันสามารถหายเองได้หรือไม่?

ในทารกแรกเกิด ภาวะนี้มีโอกาสหายเองได้สูงถึง 90% เมื่ออายุครบ 1 ปี หากมีการนวดตาอย่างถูกวิธี แต่สำหรับในผู้ใหญ่นั้น เมื่อเกิดการอุดตันแล้วมักจะไม่สามารถหายเองได้ และอาการอาจเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากจักษุแพทย์เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ

หากมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลาแต่ไม่เจ็บควรไปพบแพทย์ไหม?

ควรมาพบแพทย์ แม้จะไม่มีอาการเจ็บปวด แต่การมีน้ำตาขังตลอดเวลาเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดถุงน้ำตาอักเสบเฉียบพลันในอนาคต นอกจากนี้อาการน้ำตาไหลยังรบกวนทัศนวิสัยการมองเห็น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันหรือขับรถได้

การผ่าตัดรักษาท่อน้ำตาอุดตันจะทิ้งรอยแผลเป็นบนใบหน้าหรือไม่?

ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้าไปมาก การผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำตาใหม่ (Endoscopic DCR) สามารถทำได้โดยการส่องกล้องผ่านทางรูจมูก ทำให้ไม่มีแผลเป็นใด ๆ ปรากฏบนใบหน้าภายนอกเลย เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความสวยงามหลังการรักษา

สรุปบทความ


ภาวะท่อน้ำตาอุดตันแม้จะดูเหมือนเป็นเพียงความรำคาญเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงได้ การสังเกตอาการและรีบเข้าพบแพทย์จะช่วยให้การรักษาได้ทันเวลา แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับรูปตาด้านอื่น ๆ สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการของ Sky Clinic ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว แก้ไขร่องใต้ตาลึกที่รักษาแบบธรรมชาติไม่ได้ และกำจัดถุงไขมันใต้ตา เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ

ที่มา : -