ตุ่มใต้ตาเกิดจากอะไร? สาเหตุและวิธีรักษาอย่างปลอดภัย
icon  icon
ตุ่มใต้ตา

ตุ่มใต้ตาเกิดจากอะไร มีสาเหตุและวิธีดูแลอย่างไรให้หายไวขึ้น

ปัญหาผิวพรรณบริเวณรอบดวงตาเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้หลายคนได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเราสังเกตเห็นตุ่มใต้ตาที่นูนขึ้นมา ทั้งลักษณะที่เป็นเม็ดเล็กแข็งหรือก้อนนูนนิ่ม ๆ ซึ่งทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน บริเวณรอบดวงตานั้นมีความบอบบางเป็นพิเศษ การทำความเข้าใจที่มาของปัญหาอย่างถูกต้องจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ก่อนที่เราจะตัดสินใจหาวิธีจัดการให้ผิวกลับมาสดใส เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง


สนใจปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญ

ประเภทของตุ่มใต้ตาที่พบบ่อย

การแยกแยะชนิดของตุ่มใต้ตาให้ถูกต้องเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากในการรักษา เพราะตุ่มแต่ละแบบมีต้นตอที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการอุดตันของรูขุมขน หรือความผิดปกติของต่อมไขมัน ซึ่งเราได้รวบรวมลักษณะเด่นของตุ่มที่พบได้บ่อยมาไว้เพื่อให้สังเกตได้ง่ายขึ้น ดังนี้

  • ตุ่มไขมัน (Xanthelasma) สังเกตได้จากก้อนนูนสีเหลืองอ่อน มักพบบริเวณหัวตาหรือเปลือกตา สาเหตุหลักมักเชื่อมโยงกับระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงเกินเกณฑ์ จนเกิดการสะสมตัวของไขมันใต้ชั้นผิวหนัง การรักษาในกลุ่มนี้อาจต้องพิจารณาการใช้เลเซอร์ หรือในบางรายอาจต้องใช้การผ่าตัดเล็กเพื่อนำก้อนไขมันออก
  • ตุ่มน้ำใส (Blisters) มักเกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย เช่น การแพ้เครื่องสำอาง หรือการระคายเคืองจากสารเคมี จนเกิดการอักเสบเป็นตุ่มน้ำ การดูแลกลุ่มนี้ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน และควรรีบหาสาเหตุของการแพ้เพื่อหยุดการกระตุ้น
  • มิเลีย หรือ สิวหิน (Milia) ลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาวหรือเหลืองอ่อน คล้ายหัวสิวแต่ไม่มีรูเปิด เกิดจากการสะสมของเคราตินหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันอยู่ใต้ผิวหนัง พบได้ทั้งในเด็กแรกเกิดและผู้ใหญ่ โดยทั่วไปสามารถรักษาได้ด้วยการเจาะเปิดหัวเพื่อกดออก หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

สาเหตุของการเกิดตุ่มใต้ตา

เมื่อทราบประเภทแล้ว เรามาดูปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดตุ่มเหล่านี้กันบ้าง การรู้สาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงและป้องกันได้อย่างตรงจุด ซึ่งต้นตอของปัญหาอาจมาจากทั้งปัจจัยภายในร่างกายและพฤติกรรมการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน

  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว การเลือกใช้ครีมบำรุงหน้าหรืออายครีมที่มีเนื้อสัมผัสหนักเกินไป หรือมีส่วนผสมของน้ำมันที่ทำให้เกิดการอุดตัน (Comedogenic) อาจไปขัดขวางการระบายของรูขุมขนรอบดวงตา จนกลายเป็นตุ่มนูนสะสมได้
  • พันธุกรรม สภาพผิวของแต่ละบุคคลมีผลอย่างมาก หากสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นตุ่มไขมันหรือสิวหินง่าย เราอาจมีแนวโน้มที่ต่อมไขมันหรือผิวหนังจะเกิดการอุดตัน หรือมีการสะสมของไขมันได้ง่ายกว่าผู้อื่นโดยธรรมชาติ
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในช่วงวัยรุ่นหรือขณะตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระตุ้นให้ต่อมต่าง ๆ ทำงานหนักขึ้น ทำให้เกิดมิเลียหรือสิวหินขึ้นได้ง่ายกว่าช่วงเวลาปกติ

รวมเทคนิคการรักษาตุ่มใต้ตา


ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้เรามีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายและปลอดภัยมากขึ้น การเลือกวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของตุ่ม รวมถึงสภาพผิวของแต่ละบุคคล ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินวิธีที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

การรักษาด้วยยาและการทาครีม

ในกรณีที่เป็นตุ่มขนาดเล็กหรือเพิ่งเริ่มเป็น การใช้ยาอาจเป็นทางเลือกแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาที่มีฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน เพื่อช่วยเปิดหัวสิวหรือลดการอุดตันของรูขุมขน วิธีนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่องและเวลาในการรักษา อาจใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ข้อดีคือไม่ต้องเจ็บตัวและไม่มีแผลหลังการรักษา

เลเซอร์

การใช้เลเซอร์ เช่น CO2 Laser เป็นวิธียอดนิยมสำหรับจักษุแพทย์และแพทย์ผิวหนัง เพราะมีความแม่นยำสูง สามารถกำจัดเนื้อเยื่อส่วนเกินหรือตุ่มนูนออกได้โดยไม่กระทบต่อผิวหนังบริเวณรอบข้างที่ปกติ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่ แผลหลังทำมักจะเล็กและตกสะเก็ดหลุดไปเองภายใน 1 สัปดาห์ เหมาะสำหรับสิวหิน ไซริงโกมา หรือตุ่มไขมันขนาดเล็ก

จี้ไฟฟ้า

วิธีนี้ใช้กระแสไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อสร้างความร้อนในการจี้ทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นตุ่มนูน มักใช้ในกรณีของติ่งเนื้อ หรือตุ่มที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ที่เลเซอร์อาจใช้เวลานานกว่า การจี้ไฟฟ้าสามารถกำจัดตุ่มได้ทันที แต่อาจต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์เพื่อควบคุมระดับความลึกไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นลึกหรือรอยดำหลังทำ

ยาทา

นอกเหนือจากยาที่แพทย์จ่าย ผลิตภัณฑ์กลุ่มเวชสำอางที่มีส่วนผสมของ Retinoids หรือ AHA/BHA ในความเข้มข้นที่เหมาะสมสำหรับผิวรอบดวงตา สามารถช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก ลดโอกาสการเกิดสิวหินใหม่ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาทากลุ่มนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะผิวรอบดวงตาบอบบาง อาจเกิดการระคายเคืองได้ง่ายหากใช้ผิดวิธี

การผ่าตัด

สำหรับตุ่มไขมันขนาดใหญ่ หรือ Xanthelasma ที่มีรากลึกและกินบริเวณกว้าง การรักษาด้วยเลเซอร์อาจไม่เพียงพอ จักษุแพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการผ่าตัดเล็กเพื่อตัดเอาก้อนไขมันและผิวหนังส่วนเกินออก แล้วเย็บปิดแผลด้วยความประณีต วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี และยังสามารถช่วยเก็บความหย่อนคล้อยของเปลือกตาในคราวเดียวได้ในบางเคส

การดูแลและป้องกันด้วยตัวเอง

แม้การรักษาทางการแพทย์จะได้ผลดี แต่การดูแลตัวเองที่บ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันไม่ให้ตุ่มกลับมาเป็นซ้ำ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและดูสดใสขึ้นได้ในระยะยาว

  • ปกป้องผิวจากแสงแดด รังสี UV เป็นตัวการทำร้ายผิวที่รุนแรง เราควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา เพื่อลดการเสื่อมสภาพของผิวและป้องกันการเกิดตุ่มใหม่จากการถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง พยายามเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารเคมีรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง รวมทั้งควรระมัดระวังการขัดผิวหรือผลัดเซลล์ผิวรอบดวงตาที่มากเกินความจำเป็น เพราะอาจทำให้ผิวถลอกและอักเสบได้
  • ดูแลความสะอาดและบำรุง การล้างหน้าให้สะอาดหมดจดด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนช่วยลดการอุดตันได้ดี รวมถึงการเลือกอายครีมที่เนื้อบางเบา ซึมง่าย ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน จะช่วยลดโอกาสการสะสมของไขมันใต้ตาและสิ่งสกปรกในรูขุมขน
  • ดูแลสุขภาพองค์รวม การพักผ่อนให้เพียงพอช่วยลดความเครียดของผิว ทำให้ระบบซ่อมแซมร่างกายทำงานได้เต็มที่ ควบคู่ไปกับการทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีและอีสูง ซึ่งมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวพรรณจากภายใน

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตุ่มใต้ตา

หลายคนมักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติของตุ่มใต้ตาและการรักษา เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเพื่อคลายข้อสงสัย และช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลผิวรอบดวงตามากยิ่งขึ้น

ตุ่มใต้ตาสามารถหายเองได้ไหม

ในกรณีของเด็กทารก มิเลียหรือสิวหินมักจะหายไปได้เองเมื่อโตขึ้น แต่สำหรับผู้ใหญ่ตุ่มใต้ตาส่วนใหญ่มักจะไม่หายเอง หากเป็นสิวหินหรือตุ่มไขมัน มันอาจคงอยู่แบบนั้นหรือมีขนาดใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา หากทิ้งไว้นานอาจรักษายากขึ้น ดังนั้นการพบแพทย์เพื่อทำการรักษาจึงเป็นวิธีที่แนะนำมากกว่าการรอให้หายเอง

การรักษาตุ่มใต้ตาด้วยเลเซอร์เจ็บไหม

ก่อนการทำเลเซอร์ แพทย์จะมีการแปะยาชาบริเวณที่จะทำการรักษาทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที ทำให้ในขณะทำผู้รับบริการจะรู้สึกเพียงแค่อุ่น ๆ หรือรู้สึกเหมือนมดกัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่กังวล และหลังทำอาจมีอาการแสบเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเองในเวลาไม่นาน

อาหารมีผลต่อการเกิดตุ่มไขมันใต้ตาจริงไหม?

มีความเกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะตุ่มไขมันเหลือง (Xanthelasma) ที่มักพบในผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ แป้ง และน้ำตาลสูง อาจส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายเพิ่มขึ้น และไปกระตุ้นให้ก้อนไขมันใต้ตาขยายขนาดหรือเกิดขึ้นใหม่ได้ การคุมอาหารจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล

สรุปบทความ


ตุ่มใต้ตามีหลายประเภทและหลายสาเหตุ ทั้งจากพันธุกรรม ฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจได้ การแยกแยะประเภทตุ่มให้ถูกต้องและการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการทายา เลเซอร์ หรือการผ่าตัด ภายใต้การดูแลของแพทย์ จะช่วยกู้คืนผิวรอบดวงตาให้กลับมาเรียบเนียนได้ แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับรูปตาด้านอื่น ๆ สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการของ
Sky Clinic ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว และกำจัดถุงไขมันใต้ตา เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ

ที่มา : -