10 วิธีถนอมสายตา ลดอาการตาล้า ใช้หน้าจอนานก็ยังไหว
icon  icon
วิธีถนอมสายตา

วิธีถนอมสายตา ลดตาแห้ง ตาพร่ามัว ป้องกันอาการตาล้า

ปัจจุบันเรามักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนเพื่อทำงานหรืออัปเดตข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานส่งผลให้เกิดอาการตาล้า ตาพร่ามัว หรือแม้กระทั่งมีอาการตาแห้ง ระคายเคืองตาตามมาได้ หลายคนจึงเริ่มมองหาวิธีถนอมสายตาเพื่อปกป้องดวงตาคู่สำคัญให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ในบทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพดวงตามาฝากกัน เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาดวงตา


สนใจปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญ

10 วิธีถนอมสายตา ลดอาการตาล้า

การดูแลสุขภาพดวงตาในยุคดิจิทัลเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากเราต้องเผชิญกับแสงจากหน้าจออยู่เป็นประจำ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าของดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการนำวิธีถนอมสายตามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการปกป้องดวงตาของเราจากการใช้งานหนักอย่างต่อเนื่อง

1. กะพริบตาให้ถี่ขึ้น

เวลาที่เราจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟน อัตราการกะพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้น้ำตาที่เคลือบผิวตาหล่อเลี้ยงดวงตาได้ไม่เพียงพอและเกิดอาการตาแห้งได้ง่าย การฝึกกะพริบตาให้ถี่ขึ้นหรือกะพริบตาทุกๆ 10-15 นาที จะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำตาและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา เป็นวิธีถนอมสายตาที่ทำได้ง่ายและช่วยลดความระคายเคืองตาเมื่อต้องจ้องหน้าจอเป็นเวลานานได้อย่างเห็นผลชัดเจน

2. พักสายตาเป็นระยะ

การจ้องหน้าจอนานเกินไปทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักและเกิดความเมื่อยล้า เราควรนำกฎ 20-20-20 มาใช้เป็นวิธีถนอมสายตาจากโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ โดยทุกๆ 20 นาที ควรละสายตาจากหน้าจอแล้วมองออกไปไกลระยะ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลายจากการเพ่งโฟกัสระยะใกล้ ซึ่งจะช่วยลดอาการตาล้าและทำให้เราสามารถทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่รู้สึกปวดกระบอกตา

3. จัดตำแหน่งหน้าจอให้เหมาะสม

การวางตำแหน่งหน้าจอมีผลต่อระดับการเพ่งสายตาและท่าทางในการนั่งทำงาน เราควรปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่าสายตาเล็กน้อยประมาณ 15-20 องศา และตั้งให้อยู่ห่างจากใบหน้าประมาณ 20-24 นิ้ว เพื่อลดการทำงานหนักของกล้ามเนื้อตาและลดอาการปวดคอบ่าไหล่ การจัดสรีระ และหน้าจอให้สมดุลถือเป็นวิธีถนอมสายตาขั้นพื้นฐานที่ช่วยป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมและปัญหาดวงตาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

4. ปรับแสงหน้าจอและแสงในห้อง

แสงสว่างที่ไม่เหมาะสมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ดวงตาทำงานหนัก เราควรปรับความสว่างของหน้าจอให้สอดคล้องกับแสงสว่างภายในห้อง ไม่ให้หน้าจอสว่างหรือมืดจนเกินไป หากห้องมีแสงจ้าควรติดม่านเพื่อลดแสงสะท้อนบนหน้าจอ นอกจากนี้หลอดไฟในห้องทำงานควรเป็นแสงโทนอบอุ่นหรือถนอมสายตา การควบคุมแสงสว่างให้พอดีจะช่วยลดความตึงเครียดของดวงตาและเป็นวิธีถนอมสายตาที่ทำให้เรารู้สึกสบายตามากขึ้นขณะทำงาน

5. ใช้โหมดถนอมสายตา

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันมักมาพร้อมกับฟังก์ชันลดแสงสีฟ้าหรือโหมดกลางคืน เราสามารถเปิดใช้งานโหมดเหล่านี้เพื่อกรองแสงสีฟ้าที่แผ่ออกมาจากหน้าจอ ซึ่งเป็นแสงที่มีพลังงานสูงและอาจทะลุทะลวงไปทำลายเซลล์จอประสาทตาได้ การตั้งค่าอุปกรณ์ให้แสดงผลในโทนสีอุ่นขึ้นจึงเป็นวิธีถนอมสายตาจากโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ที่ทำได้ทันที ช่วยลดอาการตาพร่ามัวและทำให้เรานอนหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน

6. ปรับขนาดตัวอักษรให้พอดี

การอ่านตัวอักษรที่มีขนาดเล็กเกินไปทำให้เราต้องเพ่งสายตามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อตาเกร็งและเกิดอาการปวดกระบอกตาตามมา เราควรปรับขนาดฟอนต์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนให้ใหญ่ขึ้นในระดับที่สามารถอ่านได้อย่างสบายตาโดยไม่ต้องโน้มตัวเข้าหาหน้าจอ การปรับตัวอักษรให้เหมาะสมเป็นวิธีถนอมสายตาที่ช่วยลดภาระการทำงานของดวงตา ทำให้เราสามารถอ่านบทความหรือทำงานเอกสารได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า

7. ใส่แว่นกรองแสงสีฟ้า

สำหรับผู้ที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ การสวมใส่แว่นตาที่มีเลนส์กรองแสงสีฟ้าจะช่วยสะท้อนและลดปริมาณแสงสีฟ้าที่จะเข้าสู่ดวงตา เลนส์ชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องดวงตาจากรังสีอันตรายและแสงสะท้อนบนหน้าจอ ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีถนอมสายตาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดจอประสาทตาเสื่อมและบรรเทาอาการตาล้าจากการจ้องหน้าจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. มองไกลหรือเปลี่ยนโฟกัสสายตา

นอกจากการพักสายตาตามกฎ 20-20-20 แล้ว เราควรหาเวลาเดินออกไปมองวิวทิวทัศน์ภายนอกบ้าง
การมองต้นไม้สีเขียวหรือมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไปสลับกับการมองใกล้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาที่หดเกร็งจากการเพ่งหน้าจอได้คลายตัวลง การบริหารดวงตาด้วยการเปลี่ยนระยะโฟกัสเป็นประจำ ถือเป็นวิธีถนอมสายตาจากโทรศัพท์และอุปกรณ์ดิจิทัลที่ช่วยฟื้นฟูความสดใสให้กับดวงตาของเราได้อย่างรวดเร็ว

9. บริหารกล้ามเนื้อตา

การบริหารกล้ามเนื้อตาช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและลดความตึงเครียดบริเวณรอบดวงตา เราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการกลอกตาเป็นวงกลม ซ้าย-ขวา ขึ้น-ลง อย่างช้าๆ หรือหลับตาให้สนิทแล้วใช้ฝ่ามือที่ถูจนเกิดความร้อนประคบเบาๆ บริเวณเปลือกตา ความร้อนจะช่วยให้ดวงตารู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการตาล้าได้ดี การหมั่นบริหารดวงตาเป็นวิธีถนอมสายตาที่ควรทำควบคู่ไปกับการพักสายตาเพื่อสุขภาพตาที่แข็งแรง

10. ตรวจสายตาและบำรุงสายตา

การพบจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีจะช่วยให้เรารู้เท่าทันความผิดปกติและรับการรักษาได้ทันท่วงที หากมีอาการตาแห้งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น นอกจากนี้เรายังสามารถบำรุงสายตาได้ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ลูทีน และโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นวิธีถนอมสายตาจากภายในสู่ภายนอก ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ดวงตาของเราพร้อมรับมือกับการใช้งานในทุกๆ วัน

โรคตาที่อาจเกิดจากการใช้สายตาหนัก


พฤติกรรมการใช้สายตาอย่างหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสาเหตุของปัญหาดวงตาที่รุนแรงขึ้นได้
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคตาที่มักพบได้บ่อยจะช่วยให้เราระมัดระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้น

ภาวะตาล้าจากหน้าจอ

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม หรือภาวะตาล้าจากการใช้หน้าจอ เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ อาการมักประกอบไปด้วยการปวดกระบอกตา ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน และปวดศีรษะร่วมด้วย ภาวะนี้เกิดจากการเพ่งสายตาอย่างต่อเนื่องและการกะพริบตาที่น้อยลง หากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน การปรับพฤติกรรมและลดเวลาการใช้หน้าจอจึงเป็น สิ่งจำเป็น

สายตาสั้นและเอียง

การใช้สายตาเพ่งมองสิ่งของในระยะใกล้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอสมาร์ตโฟนในที่มืด อาจกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของค่าสายตาได้ กล้ามเนื้อตาที่ต้องทำงานหนักเพื่อปรับโฟกัสอย่างต่อเนื่องอาจทำให้กระบอกตายาวขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะสายตาสั้นหรือมีอาการสายตาเอียงเพิ่มขึ้นได้ การหมั่นพักสายตาและรักษาระยะห่างในการมองเห็นที่เหมาะสมจึงช่วยชะลอความรุนแรงของปัญหาค่าสายตาได้

ตาแห้งเรื้อรัง

เมื่อเราจดจ่ออยู่กับหน้าจอ อัตราการกะพริบตาจะลดลงกว่าปกติถึงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้น้ำตาระเหยออกไปเร็วขึ้นและเกิดภาวะตาแห้ง หากปล่อยให้เกิดอาการนี้อย่างต่อเนื่องอาจกลายเป็นตาแห้งเรื้อรัง ซึ่งจะทำให้รู้สึกแสบตา ระคายเคือง เหมือนมีทรายเข้าตา และอาจทำให้กระจกตาอักเสบได้ การหยอดน้ำตาเทียมและการพักสายตาจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นและลดความเสี่ยงของโรคตาแห้งเรื้อรัง

จอประสาทตาเสื่อม

แม้แสงสีฟ้าจากหน้าจออาจไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยตรง แต่การสะสมของพลังงานแสงสีฟ้าในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อเซลล์จอประสาทตาได้ โรคนี้มักทำให้การมองเห็นตรงกลางภาพเบลอหรือมีจุดดำบังทัศนวิสัย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิต การปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าและแสงแดดจ้า รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาได้

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถนอมสายตา

เมื่อพูดถึงการดูแลดวงตา หลายคนมักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานหน้าจอและการปรับพฤติกรรมที่ถูกต้องเพื่อป้องกันอาการตาล้า เราจึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยพร้อมคำตอบที่ชัดเจนมาเพื่อคลายข้อสงสัยและเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวเพื่อปกป้องสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงและใช้งานได้ยาวนาน

ใช้หน้าจอนานแค่ไหนถึงเริ่มมีผลต่อสายตา

โดยทั่วไปแล้ว หากเราจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนต่อเนื่องกันเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป ดวงตาจะเริ่มทำงานหนักและแสดงอาการอ่อนล้าออกมาให้เห็น เช่น ปวดกระบอกตา แสบตา หรือตาพร่ามัวชั่วคราว
ระยะเวลาดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา ดังนั้นการจัดสรรเวลาการใช้หน้าจออย่างเหมาะสมและการหยุดพักสายตาเป็นระยะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะตาล้า

ควรพักสายตาบ่อยแค่ไหน

การพักสายตาควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อตาเกร็งจนเกินไป จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการแนะนำให้ใช้กฎ 20-20-20 คือทุกๆ 20 นาที ควรละสายตาจากหน้าจอแล้วมองออกไปที่ระยะ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที นอกจากนี้ควรลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ดวงตาและร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ลดความตึงเครียดสะสม

แว่นกรองแสงสีฟ้าจำเป็นไหม

แว่นกรองแสงสีฟ้ามีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องทำงานหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานตลอดทั้งวัน แม้จะไม่ใช่สิ่งที่บังคับใช้ แต่เลนส์กรองแสงสามารถช่วยลดความจ้าของแสงและตัดแสงสะท้อน ทำให้เรารู้สึกสบายตามากขึ้นและลดอาการตาล้าได้อย่างชัดเจน หากเรามีอาการปวดตาหรือแสบตาบ่อยครั้งหลังจากการใช้คอมพิวเตอร์ การสวมใส่แว่นกรองแสงจึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในการลงทุนเพื่อสุขภาพตา

อาหารอะไรช่วยบำรุงสายตา

สารอาหารที่จำเป็นต่อดวงตาประกอบไปด้วยวิตามินเอ ลูทีน ซีแซนทีน และโอเมก้า 3 เราสามารถหารับประทานได้จากผักใบเขียวอย่างผักบุ้งและคะน้า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี แครอท ฟักทอง รวมไปถึงปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาแซลมอน การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ประสาทตา
ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นลดอาการตาแห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปบทความ


การดูแลดวงตาจากหน้าจอไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จักปรับพฤติกรรมและพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดอาการตาล้าและปกป้องการมองเห็นได้ยาวนาน สำหรับผู้ที่กำลังมองหาคลินิกทำตาเพื่อแก้ไขปัญหาเปลือกตาด้านอื่น ๆ สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการของ Sky Clinic ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว กำจัดถุงไขมันใต้ตา และการส่องกล้องยกคิ้วเทคนิค Endobrow Lift เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของเรา

ที่มา : -