กระจกตาย้วยคืออะไร เกิดจากอะไร ใครเสี่ยงเป็นมากที่สุด
icon  icon
กระจกตาย้วย

กระจกตาย้วย ภาวะผิดปกติทางสายตาที่เป็นอันตรายกว่าที่คิด

หลายคนอาจเคยชินกับปัญหาสายตาสั้นหรือสายตาเอียงที่เพิ่มขึ้นตามวัย แต่หากเราพบว่าค่าสายตาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยจนน่าสงสัย นั่นอาจไม่ใช่แค่เรื่องสายตาทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “กระจกตาย้วย” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “กระจกตาโก่ง” ภาวะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรงได้

กระจกตาย้วย คืออะไร

กระจกตาย้วย หรือ โรคกระจกตาย้วย (Keratoconus) คือสภาวะที่โครงสร้างของกระจกตาซึ่งปกติควรจะมีลักษณะโค้งมนคล้ายโดม เกิดการบางลงและค่อย ๆ ยื่นปูดออกมาข้างหน้าจนมีลักษณะคล้ายรูปทรงกรวย (Cone-shape) ความผิดปกตินี้เกิดจากเส้นใยคอลลาเจนในชั้นกระจกตาอ่อนแอลง ทำให้ไม่สามารถคงรูปทรงเดิมไว้ได้ เมื่อกระจกตาเสียรูปทรง การหักเหของแสงที่ผ่านเข้ามาในดวงตาจึงผิดเพี้ยนไป ส่งผลให้เรามองเห็นภาพมัว บิดเบี้ยว และเกิดค่าสายตาสั้นหรือเอียงในระดับที่สูงมาก

สาเหตุการเกิดโรคกระจกตาย้วย

  • ความผิดปกติของเส้นใยคอลลาเจน เกิดจากคอลลาเจนในชั้นกลางของกระจกตาเรียงตัวผิดปกติหรือไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานความดันภายในลูกตาได้
  • พันธุกรรม พบว่าผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าคนทั่วไป
  • การเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ มีการสะสมของสารบางชนิดที่ทำลายเนื้อเยื่อกระจกตา ทำให้กระจกตาบางลงเรื่อยๆ
  • ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน

อาการที่บ่งบอกว่าอาจเป็นกระจกตาโก่ง

  • สายตาสั้นและเอียงเพิ่มขึ้นรวดเร็ว - ต้องเปลี่ยนค่าสายตาแว่นหรือคอนแทคเลนส์บ่อยผิดปกติ เช่น เปลี่ยนทุก ๆ 6 เดือน
  • ภาพมัวและบิดเบี้ยว - มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นแสงฟุ้งกระจายรอบดวงไฟในเวลากลางคืน
  • ดวงตาไวต่อแสง - มีอาการแพ้แสงจ้า แสบตา หรือรู้สึกระคายเคืองบ่อยครั้งคล้ายอาการตาแดง
  • อาการปวดตาและปวดศีรษะ - เกิดจากการที่ดวงตาต้องพยายามเพ่งมองเพื่อให้ภาพชัดเจน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระจกตาบางและย้วยผิดปกติ

  • พฤติกรรมการขยี้ตา - การขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างกระจกตา ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายและบางลง
  • โรคภูมิแพ้ - โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ขึ้นตา ทำให้เกิดอาการคันจนต้องขยี้ตาบ่อย ๆ
  • การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสม - การใส่เลนส์ที่กดทับกระจกตานานเกินไป หรือรักษาความสะอาดไม่ดีพอ
  • ผลข้างเคียงจากการแก้ไขสายตา - ในบางกรณีที่กระจกตาเดิมบางอยู่แล้ว การทำเลสิกอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดกระจกตาโก่งได้ง่ายขึ้น

ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นกระจกตาย้วยมากที่สุด


  • วัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน : โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุ 13-30 ปี และอาจรุนแรงขึ้นในช่วงอายุ 20-39 ปี
  • ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ : โดยเฉพาะกลุ่มที่มักมีอาการคันตาและขยี้ตาด้วยข้อนิ้วแรง ๆ
  • ผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม : พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะกระจกตาผิดปกติสูงกว่าคนทั่วไป
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวด้านเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน : เช่น โรคหนังยืดผิดปกติ หรือโรคกระดูกเปราะทางพันธุกรรม

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์ชำนาญการ

การวินิจฉัยโรคนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยการวัดสายตาทั่วไป แต่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษโดยจักษุแพทย์ชำนาญการ โดยจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจดวงตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slit-lamp) จากนั้นจะถ่ายภาพพื้นผิวกระจกตาและวัดความหนากระจกตา เพื่อสร้างแผนที่ความโค้งนูนของกระจกตาแบบ 3 มิติ ซึ่งจะช่วยให้เห็นความหนาและความบิดเบี้ยวของกระจกตาได้อย่างแม่นยำแม้ในระยะเริ่มต้น

วิธีการรักษาโรคกระจกตาย้วย

การรักษาจะพิจารณาจากระดับความรุนแรงของโรคในแต่ละช่วงเวลา

  1. การใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม : เหมาะสำหรับระยะเริ่มต้นที่กระจกตายังไม่โก่งมากนัก
  2. คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง (RGP) : ช่วยกดกระจกตาที่ย้วยให้คงรูปและปรับการหักเหแสงให้ชัดเจนขึ้น
  3. การฉายแสงสร้างพันธะทางเคมี (Cross-linking) : การใช้แสง UV ร่วมกับวิตามินบี 2 เพื่อทำให้เส้นใยคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น ยับยั้งไม่ให้กระจกตาย้วยไปมากกว่าเดิม
  4. การผ่าตัดใส่วงแหวนในกระจกตา : เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้ใกล้เคียงปกติ
  5. การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา : วิธีสุดท้ายสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีแผลเป็นที่กระจกตา โดยการนำกระจกตาจากผู้บริจาคมาเปลี่ยนแทน

การป้องกันและดูแลดวงตาเพื่อลดความเสี่ยง

  • งดการขยี้ตาโดยเด็ดขาด : หากมีอาการคันตาจากภูมิแพ้หรือภาวะตาแห้ง ให้ใช้การประคบเย็นหรือปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อใช้ยาหยอดตาแทน
  • สังเกตค่าสายตา : หากพบว่าสายตาเปลี่ยนเร็วควรเข้ารับการตรวจโดยละเอียดทันที
  • สวมแว่นกันแดด : เพื่อป้องกันรังสี UV ที่จะเข้ามาทำลายคอลลาเจนในกระจกตา
  • พักสายตาอย่างเหมาะสม : หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอนาน ๆ จนเกิดอาการตาปรือ หรือล้า ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมการขยี้ตาได้

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระจกตาย้วย

กระจกตาย้วยสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีผ่าตัดที่ทำให้กระจกตากลับมาสมบูรณ์เหมือนคนปกติ 100% แต่การรักษาจะเน้นไปที่การหยุดยั้งการดำเนินของโรคและแก้ไขการมองเห็นให้กลับมาใกล้เคียงปกติที่สุด

ทำไมการขยี้ตาบ่อย ๆ ถึงเสี่ยงเป็นกระจกตาย้วย

การขยี้ตาด้วยแรงกดจากข้อนิ้วจะไปทำลายโครงสร้างเส้นใยคอลลาเจนในกระจกตาโดยตรง เมื่อทำบ่อยครั้งเข้า กระจกตาจะสูญเสียความยืดหยุ่นจนเกิดการย้วยตามแรงดันในลูกตา

คนที่ต้องการทำศัลยกรรมตาสามารถตรวจคัดกรองโรคนี้ก่อนได้หรือไม่

ควรตรวจ เพราะหากเรามีภาวะกระจกตาผิดปกติซ่อนอยู่ การรักษาอย่างการแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือการทำตาสองชั้น อาจต้องได้รับการประเมินจากจักษุแพทย์ชำนาญการก่อน เพื่อวางแผนการรักษาให้ปลอดภัยต่อดวงตามากที่สุด

สรุปบทความ กระจกตาย้วย


กระจกตาย้วย ไม่ใช่แค่เรื่องของสายตาสั้นหรือเอียงทั่วไป แต่เป็นความผิดปกติของโครงสร้างดวงตาที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หากเรารู้ตัวเร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็จะสามารถรักษาความสามารถในการมองเห็นและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ

สำหรับใครที่กังวลหรือกำลังมองหาคลินิกทำตาที่ได้มาตรฐาน Sky Clinic พร้อมดูแลโดยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ เรามีบริการแก้ไขปัญหาความงามอย่างการทำตาสองชั้น เพื่อให้ดวงตาสดใสและมองเห็นได้ชัดเจนอยู่เสมอ

ที่มา : -