ข้อเสียของการดึงหน้า มีอะไรบ้าง สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจศัลยกรรม
icon  icon
ข้อเสียของการดึงหน้า

ข้อเสียของการดึงหน้า มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าย่อมเกิดขึ้นตามกาลเวลา หลายคนจึงมองหาทางเลือกเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งการศัลยกรรมเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทุกการผ่าตัดย่อมมีข้อจำกัดและข้อควรระวังที่ต้องศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเสียของการดึงหน้าจะช่วยให้เราสามารถประเมินความเหมาะสมและเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดได้อย่างถูกต้อง รายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดต่าง ๆ ได้ถูกรวบรวมไว้ในบทความนี้แล้ว

ปรึกษาแพทย์ Sky Clinic ได้เลย

ข้อเสียของการดึงหน้าที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

แม้ว่าการศัลยกรรมจะช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างชัดเจน แต่เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงและข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้น การศึกษาข้อเสียของการดึงหน้าอย่างถี่ถ้วนจะช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับกระบวนการรักษาและผลลัพธ์ได้อย่างเข้าใจ ซึ่งข้อจำกัดที่ควรนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดมีดังต่อไปนี้

1. เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้การวางยาหรือดมยาสลบ

การศัลยกรรมประเภทนี้จัดเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องอาศัยการระงับความรู้สึกอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาชาในปริมาณมากหรือการดมยาสลบ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ย่อมมีความเสี่ยงต่อระบบการทำงานของร่างกาย การเข้ารับการประเมินจากวิสัญญีแพทย์อย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดระหว่างการผ่าตัดและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการใช้ยาสลบในผู้ที่มีโรคประจำตัว

2. มีระยะพักฟื้นและอาการบวมช้ำหลังผ่าตัด

หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น ร่างกายจำเป็นต้องใช้เวลาในการสมานแผลและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ถูกกระทบกระเทือน อาการบวมช้ำบริเวณใบหน้าและลำคอเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามปกติและอาจคงอยู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เราจึงต้องเผื่อเวลาสำหรับการพักฟื้นอย่างน้อยหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตารางการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด

3. อาจเกิดแผลเป็นหากดูแลแผลไม่ถูกวิธี

แม้แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะพยายามซ่อนรอยแผลไว้บริเวณแนวไรผมหรือหลังใบหูอย่างประณีต แต่ความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นก็ยังมีอยู่เสมอ ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะพันธุกรรมของแต่ละบุคคลรวมถึงวิธีการดูแลความสะอาดของแผลหลังผ่าตัด หากมีการติดเชื้อ รอยแผลอาจเห็นได้ชัดเจนและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาแผลเป็นเพิ่มเติมในภายหลัง

4. มีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด

การผ่าตัดทุกชนิดมาพร้อมกับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนัง การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด หรือความเสียหายต่อเส้นประสาทบนใบหน้า ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชาหรือกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงชั่วคราว แม้โอกาสเกิดจะน้อยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้ และต้องได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

5. ผลลัพธ์อาจไม่เป็นธรรมชาติหากใช้เทคนิคไม่เหมาะสม

ผลลัพธ์หลังการผ่าตัดขึ้นอยู่กับเทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์ หากแพทย์ดึงชั้นผิวหนังหรือกล้ามเนื้อตึงจนเกินไป หรือใช้วิธีที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าเดิม อาจส่งผลให้ใบหน้าดูผิดรูป แข็งทื่อ และสูญเสียความเป็นธรรมชาติ การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าอาจดูไม่เป็นปกติ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากและสร้างความกังวลใจให้เราเป็นอย่างมาก

6. ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหัตถการยกกระชับอื่น

กระบวนการศัลยกรรมต้องใช้ทักษะขั้นสูงของแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับการทำหัตถการกลุ่มเครื่องมือแพทย์หรือการฉีดสารเติมเต็ม การตัดสินใจทำจึงต้องมีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบและประเมินความคุ้มค่าในระยะยาวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความคาดหวัง

7. ไม่สามารถย้อนกลับผลลัพธ์ได้ง่ายเหมือนหัตถการฉีด

หัตถการประเภทฉีดอย่างฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ หากผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจยังสามารถสลายหรือรอให้หมดฤทธิ์ตามกาลเวลาได้ แต่การศัลยกรรมผ่าตัดเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเนื้อเยื่ออย่างถาวร หากเกิดข้อผิดพลาดหรือได้รูปหน้าที่ไม่ตรงความต้องการ การแก้ไขจะทำได้ยากมาก ต้องอาศัยการผ่าตัดซ้ำซึ่งมีความซับซ้อนและเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดมากกว่าเดิม

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากดึงหน้ากับแพทย์ที่ขาดความชำนาญ


การเลือกแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากตัดสินใจทำกับผู้ที่ขาดประสบการณ์หรือไม่มีความเข้าใจด้านกายวิภาคของใบหน้าอย่างลึกซึ้ง อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์และความเสียหายที่ยากจะแก้ไข ซึ่งปัญหาที่มักพบจากการผ่าตัดที่ไม่ได้มาตรฐานมีรายละเอียดดังนี้

ใบหน้าดูตึงแข็ง ขาดความเป็นธรรมชาติ

เทคนิคการผ่าตัดที่เน้นเพียงแค่ดึงผิวหนังชั้นนอกให้ตึงโดยไม่จัดการลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ จะทำให้ใบหน้าดูแบนราบและสูญเสียมิติ รอยยิ้มและการแสดงสีหน้าจะดูแข็งทื่อ ไม่เป็นธรรมชาติ ราวกับสวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่มักเกิดจากแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลอย่างละเอียดก่อนลงมือทำ

ผิวกลับมาหย่อนคล้อยเร็วกว่าที่ควร

หากการผ่าตัดไม่ได้ดึงกระชับลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อระบบ SMAS แต่เป็นการดึงพยุงเพียงผิวหนังชั้นนอก แรงโน้มถ่วงจะดึงให้ผิวหนังกลับมาห้อยย้อยในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้เพียงไม่กี่ปีก็ต้องกลับมาเผชิญกับปัญหาความหย่อนคล้อยเช่นเดิม เป็นการเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่ได้รับความคุ้มค่าอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

รูปหน้าไม่สมดุลหรือดึงผิดทิศทาง

การคำนวณทิศทางการดึงและน้ำหนักการยกกระชับที่ผิดพลาด อาจทำให้ใบหน้าทั้งสองข้างดูไม่เท่ากัน แนวขากรรไกรเบี้ยว หรือมุมปากตกผิดรูป นอกจากนี้การดึงรั้งเนื้อเยื่อไปในทิศทางที่ไม่เป็นธรรมชาติ จะทำให้เกิดรอยพับหรือรอยย่นในบริเวณที่ไม่ควรเกิด ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจเมื่อต้องเข้าสังคม

เกิดรอยแผลชัดหรือแผลนูน

ความประณีตในการเย็บแผลเป็นสิ่งบ่งบอกถึงทักษะของศัลยแพทย์ แพทย์ที่ขาดความชำนาญอาจวางตำแหน่งแผลไม่เหมาะสม ทำให้ไม่สามารถซ่อนรอยแผลตามแนวไรผมหรือรอยพับธรรมชาติได้เนียนตา ส่งผลให้เห็นแผลเป็นอย่างชัดเจน เสี่ยงต่อการเกิดแผลแยก แผลอักเสบ หรือแผลเป็นนูนหนาที่ต้องทำการรักษาด้วยการเลเซอร์หรือผ่าตัดตกแต่งแผลเพิ่มเติม

ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติม

หากเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไข ซึ่งการผ่าตัดแก้มีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าการทำครั้งแรกมาก ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับสูงเพื่อเลาะพังผืดและจัดโครงสร้างใหม่ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสูงกว่าการทำครั้งแรกหลายเท่าตัว เป็นภาระทั้งทางด้านร่างกายและกำลังทรัพย์

ทำไมต้องดึงหน้ากับ Sky Clinic

Sky Clinic เรามีจักษุแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ นอกจากการดูแลผิวพรรณแล้ว เรายังมีการผ่าตัดยกคิ้วเทคนิค Direct Brow Lift เพื่อยกหางตาให้ดวงตาดูสดใส และอีกเทคนิค Endobrow Lift อุปกรณ์ทางการแพทย์เอนโดไทน์ ส่องกล้องยกคิ้ว เปิดตาให้โตขึ้น และลดริ้วรอย

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อเสียของการดึงหน้า

การเตรียมตัวที่ดีต้องมาพร้อมกับข้อมูลที่ครบถ้วน เมื่อเรารับรู้ถึงข้อจำกัดและความเสี่ยงต่างๆ แล้ว ย่อมเกิดข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัด เราจึงได้รวบรวมคำถามที่หลายคนมักกังวลใจมาตอบให้คลายข้อข้องใจ เพื่อประกอบการตัดสินใจและช่วยให้เราสามารถวางแผนการดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ดึงหน้าอันตรายไหม?

การดึงหน้าเป็นการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงเหล่านั้นลงได้ด้วยการเลือกทำกับแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ คลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และมีการประเมินสุขภาพอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด

ดึงหน้าแล้วอยู่ได้นานกี่ปี?

ผลลัพธ์โดยเฉลี่ยสามารถอยู่ได้นานหลายปี ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ หากเป็นการดึงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อผลลัพธ์จะอยู่ได้นานกว่า อย่างไรก็ตามอายุที่เพิ่มขึ้นและการดูแลผิวในชีวิตประจำวันก็มีผลต่อความคงทนของผลลัพธ์เช่นกัน

หลังดึงหน้าต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?

โดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ อาการบวมช้ำจะเห็นชัดในช่วงแรกและค่อยๆ ยุบลง เราสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมากในช่วงเดือนแรก

สรุปบทความ


การผ่าตัดยกกระชับเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการคืนความอ่อนเยาว์ แต่ก็มาพร้อมกับข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องศึกษาให้ถี่ถ้วน การเลือกแพทย์และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่า หากใครที่กำลังมีปัญหาหน้าผากหย่อนคล้อย หน้าผากย่น หน้าผากเป็นคลื่น สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ของ Sky Clinic ที่มีบริการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว กำจัดถุงไขมันใต้ตา และการส่องกล้องยกคิ้วเทคนิค Endobrow Lift เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ

ที่มา : -