เจ็บกระบอกตา ปวดรอบกระบอกตาเกิดจากอะไร รู้จักวิธีรักษาและป้องกัน
icon  icon
เจ็บกระบอกตา

เจ็บกระบอกตา เกิดจากอะไร? รวมสาเหตุและวิธีรักษาที่ถูกต้อง

อาการเจ็บกระบอกตาเป็นปัญหาที่หลายคนมักมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นเพียงความล้าจากการทำงานหนัก หรือการพักผ่อนน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางตาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด การปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงอาจส่งผลเสียต่อการมองเห็นในระยะยาว บทความนี้ จะพาไปเจาะลึกถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อดวงตา พร้อมแนวทางดูแลตนเองที่ถูกต้องก่อนสายเกินแก้


สนใจปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญ

เจ็บกระบอกตา คืออะไร?

เจ็บกระบอกตา คือ ความรู้สึกปวดลึก ๆ บริเวณเบ้าตาหรือด้านหลังดวงตา บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนมีแรงดันภายใน ซึ่งแตกต่างจากการระคายเคืองที่ผิวดวงตาภายนอก อาการนี้มักรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกล้าและปวดร้าวลามไปถึงศีรษะ โดยระดับความรุนแรงมีตั้งแต่ปวดหน่วง ๆ ไปจนถึงอาการปวดตุบ ๆ อย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้นและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลในช่วงเวลานั้น

สาเหตุการปวดกระบอกตาที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน

ก่อนที่จะกังวลเรื่องโรคร้ายแรง ลองสังเกตพฤติกรรมในแต่ละวัน เพราะสาเหตุการปวดกระบอกตาส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานดวงตาที่ไม่เหมาะสม สภาพแวดล้อม และความเครียดสะสม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผล
กระทบโดยตรงต่อกล้ามเนื้อรอบดวงตาและระบบประสาทตา ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและเจ็บปวดได้

กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าจากการใช้งานหน้าจอ

การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องเพ่งเกร็งตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดอาการปวดเกร็งบริเวณเบ้าตา หรือที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome นอกจากนี้ แสงสีฟ้าจากหน้าจอยังกระตุ้นให้เกิดความระคายเคืองและตาล้าได้ง่ายขึ้น ยิ่งหากใช้งานในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอหรือแสงจ้าเกินไป ก็จะยิ่งเพิ่มภาระให้ดวงตาทำงานหนักขึ้นจนเกิดอาการปวดสะสมและเรื้อรังในที่สุด

ปัญหาสายตา

ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง แต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง หรือสวมแว่นตาที่ค่าสายตาไม่ตรงกับปัจจุบัน จะทำให้ดวงตาต้องพยายามเพ่งและปรับโฟกัสภาพให้ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา การฝืนเพ่งเป็นระยะเวลานานนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดอาการปวดรอบกระบอกตาและอาจลามไปถึงอาการปวดศีรษะหรือปวดขมับร่วมด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องใช้สายตาจ้องมองวัตถุที่มีรายละเอียดสูง

ภาวะความเครียดสะสมและอาการปวดศีรษะ

ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ตึงตัว รวมถึงกล้ามเนื้อรอบดวงตา อาการปวดศีรษะจากความเครียด (Tension Headache) หรือไมเกรน มักจะมีอาการปวดร้าวลงมาที่กระบอกตาร่วมด้วย หากปล่อยให้ร่างกายสะสมความเครียดต่อเนื่อง อาการเจ็บปวดเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่รบกวนคุณภาพชีวิตมากขึ้น การผ่อนคลายและการนอนหลับให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน

กลุ่มโรคอันตราย หากไม่รักษาอาการกระบอกตาอักเสบ

นอกจากการใช้งานหนักแล้ว อาการเจ็บปวดอาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายใน หากสังเกตว่ามีอาการบวมแดงร่วมด้วย อาจเข้าข่ายภาวะกระบอกตาอักเสบหรือการติดเชื้อที่รุนแรง ซึ่งโรคในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทตาและการมองเห็นถาวรได้ เราจึงควรทำความรู้จักโรคเหล่านี้ไว้เพื่อสังเกตตัวเอง

เนื้อเยื่อเบ้าตาอักเสบ (Orbital Cellulitis)

เป็นภาวะการติดเชื้อที่รุนแรงของเนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อภายในเบ้าตา มักเกิดจากการลุกลามของเชื้อแบคทีเรียจากไซนัสหรือแผลบริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการปวดตาอย่างรุนแรง เปลือกตาบวมแดงร้อน
ตาโปน และการกลอกตาลำบาก หากไม่รีบรักษา เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดหรือสมองได้ อาการนี้จึงจัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยาที่ต้องได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดและการดูแลจากแพทย์โดยเร็วที่สุด

ไซนัสอักเสบ

เนื่องจากโพรงไซนัสอยู่ติดกับเบ้าตา เมื่อเกิดการอักเสบหรือมีหนองคั่งค้าง แรงดันภายในโพรงไซนัสจะส่งผลให้รู้สึกปวดตื้อ ๆ หรือปวดหน่วงที่กระบอกตาและบริเวณโหนกแก้ม อาการมักจะเป็นมากขึ้นเมื่อก้มหน้าหรือไอจาม แม้จะไม่ใช่โรคตาโดยตรง แต่ความเชื่อมโยงของโครงสร้างใบหน้าทำให้ส่งผลกระทบถึงกัน หากรักษาอาการไซนัสให้ดีขึ้น อาการปวดตาก็จะทุเลาลงตามลำดับ

โรคต้อหินเฉียบพลัน

เกิดจากความดันลูกตาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ ทำให้มีอาการปวดตารุนแรงจนคลื่นไส้ อาเจียน ตาแดง และมองเห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ ภาวะนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะความดันที่สูงจะทำลายขั้วประสาทตาจนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ภายในเวลาไม่กี่วัน หากใครมีอาการปวดตากะทันหันร่วมกับการมองเห็นที่แย่ลง ต้องรีบพบจักษุแพทย์เพื่อลดความดันตาโดยด่วน

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Graves’ disease) ส่งผลให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อรอบดวงตาเกิดการอักเสบและบวม ทำให้ตาโปนออกมามากกว่าปกติและรู้สึกปวดตึงเมื่อกรอกตา อาการนี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการล้าทั่วไป แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบความผิดปกติของรูปลักษณ์ดวงตาร่วมด้วย บางรายอาจมีภาวะหนังตาตกในภายหลัง ซึ่งควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมว่ากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือ Ptosis คืออะไร และกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากอะไร เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างอาการทางระบบประสาทและผลกระทบจากฮอร์โมน ซึ่งจะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

วิธีรักษาเบื้องต้นเมื่อเจ็บกระบอกตา


เมื่อเริ่มรู้สึกเจ็บกระบอกตาหรือมีความล้าสะสมจากการใช้งานดวงตาหนัก เราสามารถดูแลตนเองในเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการได้ โดยไม่ต้องรอให้ลุกลามจนรุนแรง วิธีเหล่านี้เน้นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดความตึงเครียดปวดรอบกระบอกตา ซึ่งเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ทำได้ที่บ้าน เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพตาให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

การประคบอุ่นหรือเย็น

การเลือกอุณหภูมิในการประคบมีผลต่อการบรรเทาอาการ หากรู้สึกปวดตึงหรือตาล้า การประคบอุ่นจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา แต่หากมีอาการปวดแบบบวมแดงหรืออักเสบเฉียบพลัน การประคบเย็นจะช่วยลดอาการบวมและระงับความเจ็บปวดได้ดีกว่า ควรประคบครั้งละ 10-15 นาที เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนและฟื้นฟูสภาพกลับมาเป็นปกติ

การนวดเบ้าตาอย่างถูกวิธี

การนวดกดจุดเบา ๆ บริเวณหัวคิ้ว ขมับ และใต้ตา สามารถช่วยคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ อย่างไรก็ตาม ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรกดลงไปบนลูกตาโดยตรง แต่ให้นวดวนบริเวณกระดูกเบ้าตาแทน การทำแบบนี้จะช่วยลดอาการปวดรอบกระบอกตาได้อย่างดี และยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสายตาจากการเพ่งมองจอมาตลอดทั้งวัน

การใช้น้ำตาเทียม

อาการตาแห้งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รู้สึกระคายเคืองและปวดแสบตา การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดแรงเสียดทานขณะกะพริบตา และชะล้างฝุ่นละอองที่ตกค้าง ควรเลือกน้ำตาเทียมชนิดที่ไม่ใส่สารกันเสียหากต้องใช้บ่อย ๆ การดูแลผิวตาให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดแผลที่กระจกตาและบรรเทาอาการไม่สบายตาในระยะยาวได้

การปรับพฤติกรรม 20-20-20

เพื่อป้องกันอาการตาล้าจากการจ้องจอนาน ๆ ควรนำสูตร 20-20-20 มาปรับใช้ คือทุก ๆ 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอ แล้วมองออกไปไกลระยะ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที วิธีง่าย ๆ นี้จะช่วยคลายการเพ่งของกล้ามเนื้อตา ลดโอกาสเกิดอาการปวดกระบอกตา และยังช่วยกระตุ้นให้เรากะพริบตาบ่อยขึ้น ป้องกันภาวะตาแห้งได้อีกด้วย

สัญญาณเตือนที่ควรพบจักษุแพทย์ทันที

แม้อาการปวดตาบางอย่างจะสามารถหายเองได้จากการพักผ่อน แต่มีบางสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติร้ายแรง หากเราพบอาการเหล่านี้ร่วมกับการเจ็บตา ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการรอช้าอาจทำให้การรักษายากขึ้นหรือส่งผลเสียถาวรต่อการมองเห็น

ตาโปน

หากสังเกตเห็นว่าดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง ยื่นออกมาผิดปกติ หรือมีพื้นที่ตาขาวเห็นชัดขึ้นรอบตาดำ นี่อาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกหลังลูกตา หรือภาวะไทรอยด์ขึ้นตา อาการตาโปนมักมาพร้อมกับความรู้สึกแน่นในเบ้าตา หากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อการปิดตาไม่สนิท

มองเห็นภาพซ้อน

การเห็นภาพซ้อน (Double Vision) บ่งบอกถึงความผิดปกติของการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อตา หรือความเสียหายของเส้นประสาทสมอง อาการนี้อาจเกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะหรือปวดกระบอกตาอย่างรุนแรง เป็นสัญญาณเตือนที่อันตรายมาก เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางสมอง หลอดเลือดโป่งพอง หรือภาวะกล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาต ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสแกนสมองและตาอย่างละเอียด

มีไข้

เมื่อมีอาการปวดตาร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น หรือมีอาการบวมแดงที่เปลือกตา ให้สันนิษฐานว่าอาจมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เช่น เยื่อบุตาอักเสบติดเชื้อ หรือเนื้อเยื่อเบ้าตาอักเสบ การติดเชื้อบริเวณดวงตาสามารถลุกลามเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ง่าย ดังนั้นการมีไข้ร่วมกับปวดตาจึงไม่ใช่เรื่องปกติ และต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อภายใต้การดูแลของแพทย์ทันที

สายตามัวลงกะทันหัน

การสูญเสียการมองเห็นหรือตามัวลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะมัวเหมือนมีหมอกบัง หรือมืดดับไปบางส่วน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่สุด อาจเกิดจากเส้นเลือดตาอุดตัน จอประสาทตาลอก หรือขั้วประสาทตาอักเสบ หากเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดตา ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงโอกาสในการกู้คืนการมองเห็นที่ลดน้อยลง

ปรับรูปตาลดปัญหาสุขภาพตาที่ Sky Clinic ดีอย่างไร

Sky Clinic เราไม่ได้ดูแลเพียงแค่ความสวยงาม แต่เราให้ความสำคัญกับสุขภาพตาและโครงสร้างดวงตาที่แข็งแรง ทีมจักษุแพทย์ของเรามีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นการปรับรูปตา หรือการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเพื่อช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น ไม่ต้องเพ่งเวลามอง ส่งผลให้สามารถลดอาการตาล้าและเจ็บกระบอกตาได้

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเจ็บกระบอกตา

หลายคนมักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดตาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรืออาการที่ไม่แน่ใจว่าร้ายแรงหรือไม่ เราจึงรวบรวมคำถามยอดฮิตเพื่อไขข้อข้องใจและให้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนดูแลดวงตาได้อย่างถูกวิธีและลดความกังวลใจลง

เจ็บกระบอกตาข้างเดียวบ่อย ๆ ใช่ไมเกรนหรือไม่?

มีความเป็นไปได้สูง อาการปวดไมเกรนมักมีลักษณะปวดตุบ ๆ ข้างเดียวและร้าวมาที่กระบอกตา ร่วมกับอาการแพ้แสงหรือคลื่นไส้ อย่างไรก็ตาม อาการปวดข้างเดียวอาจเกิดจากโรคต้อหิน หรือไซนัสอักเสบได้เช่นกัน หากรับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น หรือปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ควรให้จักษุแพทย์ตรวจวัดความดันตาและขั้วประสาทตาเพื่อแยกโรคให้ชัดเจน

การประคบอุ่นช่วยลดอาการปวดกระบอกตาได้จริงไหม?

จริง การประคบอุ่นช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนโลหิตบริเวณรอบดวงตาดีขึ้น ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งจากการเพ่งมองนาน ๆ และยังช่วยให้น้ำมันที่ต่อมไขมันเปลือกตาละลายออกมาได้ดี ลดอาการตาแห้งซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการปวดตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการตาล้า หรือเริ่มเป็นตากุ้งยิง แต่ไม่ควรใช้อุณหภูมิที่ร้อนจัดจนเกินไป

หากเจ็บกระบอกตาจนปวดหัวควรทานยาแก้ปวดชนิดใด?

ในเบื้องต้นสามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ แต่หากอาการไม่ทุเลา หรือต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ยากลุ่ม NSAIDs เพราะอาจมีผลข้างเคียง ที่สำคัญคือยาแก้ปวดเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ หากต้องกินยาบ่อยครั้งแสดงว่าต้นเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

สรุปบทความ


อาการเจ็บกระบอกตาไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม เพราะอาจซ่อนโรคร้ายแรงไว้ การสังเกตอาการและดูแลรักษาเบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น การพบแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่สนใจผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการของ Sky Clinic ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว และกำจัดถุงไขมันใต้ตา เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ

ที่มา : -