สุขภาพดวงตาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องหมั่นสังเกต หากเริ่มรู้สึกว่าการมองเห็นไม่คมชัดเหมือนเดิม หรือมีอาการตาแห้งระคายเคืองบ่อยครั้ง อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจคิดว่าเป็นเพียงความล้าจากการใช้สายตา เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบของภาวะขาดวิตามินเอที่ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการมองเห็นได้มากกว่าที่คิด บทความนี้ จะพามาเช็กอาการผิดปกติและทำความเข้าใจสาเหตุ เพื่อให้เรารับมือและฟื้นฟูสุขภาพดวงตาได้อย่างทันท่วงที
วิตามินเอเป็นสารอาหารสำคัญในกลุ่มที่ละลายในไขมัน มีบทบาทหลักในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโตของเซลล์ และที่สำคัญที่สุดคือการบำรุงสายตา ช่วยให้จอประสาทตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการรับแสงและประมวลผลภาพ หากร่างกายได้รับปริมาณไม่เพียงพออาจนำไปสู่ภาวะขาดวิตามินเอ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการมองเห็น โดยเฉพาะประสิทธิภาพการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงส่งผลให้สุขภาพผิวพรรณแห้งกร้านกว่าปกติ
นี่คือสภาวะที่ร่างกายมีระดับวิตามินเอสะสมในตับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายเริ่มบกพร่อง โดยเฉพาะดวงตาที่ต้องใช้วิตามินชนิดนี้ในการสร้างเม็ดสีที่ไวต่อแสง เมื่อเกิดภาวะการขาดวิตามินเอต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่างกายจะแสดงอาการผิดปกติทางสายตาอย่างชัดเจน เริ่มจากตาแห้ง แสบตา ไปจนถึงมีความเสี่ยงในการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากไม่ได้รับการแก้ไขและฟื้นฟูอย่างทันท่วงที
ต้นเหตุของปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการกินน้อยเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากความผิดปกติภายในร่างกายที่ขัดขวางการนำวิตามินไปใช้ เราจำเป็นต้องเข้าใจกลไกเหล่านี้ เพื่อค้นหาต้นตอที่แท้จริงและวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุด โดยสาเหตุหลักมักแบ่งได้เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในร่างกายดังต่อไปนี้
การเลือกรับประทานอาหารที่ไม่หลากหลายเป็นปัจจัยหลักที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ชอบทานผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม แดง หรือผักใบเขียว รวมถึงกลุ่มคนที่จำกัดการทานไขมันมากเกินไปเพื่อลดน้ำหนัก ส่งผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แม้จะทานอิ่มทุกมื้อแต่หากขาดแหล่งอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนและเรตินอล ร่างกายย่อมเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนสารอาหารนี้สะสมไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
เนื่องจากวิตามินเอต้องอาศัยไขมันในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย หากระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ เช่น
มีภาวะตับอ่อนอักเสบ โรคเกี่ยวกับลำไส้เรื้อรัง หรือผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดกระเพาะอาหาร จะทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมลดลงอย่างมาก แม้จะทานอาหารที่มีประโยชน์เข้าไป ร่างกายก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระดับวิตามินในเลือดต่ำกว่าปกติทั้งที่ทานอาหารครบถ้วน
เด็กเล็กและผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ในเด็ก ร่างกายต้องการวิตามินเพื่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้สูงอายุระบบการดูดซึมสารอาหารมักเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของอวัยวะรอบดวงตา จนหลายคนอาจสับสนกับอาการอื่น ๆ ว่ากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากความชราเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งที่จริงแล้วโภชนาการที่บกพร่องก็มีส่วนเร่งความเสื่อมของดวงตาให้เกิดเร็วขึ้นได้
โรคเรื้อรังบางชนิดส่งผลโดยตรงต่อการสะสมและการเผาผลาญวิตามินในร่างกาย เช่น โรคตับแข็ง เนื่องจากตับเป็นแหล่งเก็บสะสมวิตามินเอแหล่งใหญ่ที่สุด หรือโรคทางพันธุกรรมบางอย่างที่ทำให้กระบวนการเปลี่ยนสารตั้งต้นให้กลายเป็นวิตามินที่ใช้งานได้นั้นบกพร่อง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป และจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำในการเสริมวิตามินภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนก่อนที่อาการจะรุนแรงเสมอ หากเราหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ จะช่วยให้แก้ไขได้ทันท่วงที โดยอาการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดมักเกิดขึ้นกับดวงตาและผิวพรรณ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดสารอาหารชนิดนี้มากที่สุด ลองมาเช็กกันว่าร่างกายของเราเริ่มมีอาการเหล่านี้หรือไม่
อาการแรกเริ่มที่สังเกตได้ง่ายคือความลำบากในการมองเห็นเมื่อแสงน้อย หรือต้องใช้เวลาปรับสายตานานผิดปกติเมื่อเดินเข้าที่มืด อาการตาบอดกลางคืนนี้เกิดจากเซลล์รับแสงในจอตาทำงานบกพร่อง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสายตาที่ซับซ้อนขึ้น จนบางครั้งอาจต้องวินิจฉัยแยกโรคว่าอาการหนังตาที่ดูตกหรือปรือตามมานั้นเป็น Ptosis คือภาวะแทรกซ้อน หรือเป็นเพียงความอ่อนล้าของดวงตาจากขาดวิตามินกันแน่
เมื่อขาดวิตามินเอ ต่อมน้ำตาจะผลิตน้ำตาได้น้อยลงและคุณภาพน้ำตาเปลี่ยนไป ทำให้ตาแห้ง แสบ และระคายเคือง เยื่อบุตาอาจเกิดจุดเกล็ดกระดี่ (Bitot’s spots) ซึ่งเป็นคราบสีขาวขุ่นที่เยื่อบุตาขาว นอกจากนี้ ผิวหนังทั่วร่างกายจะเริ่มแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติอ่อนแอลง ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพตาและบุคลิกภาพโดยรวม
จักษุแพทย์อาจพิจารณาจ่ายวิตามินเอเข้มข้นให้รับประทานต่อเนื่องในช่วง 2-3 วันแรก เพื่อเร่งฟื้นฟูระดับวิตามินในร่างกายให้กลับมาสมดุล จากนั้นจึงปรับลดปริมาณลงตามความเหมาะสมจนกว่าอาการทางสายตาและผิวพรรณจะดีขึ้น แม้การมองเห็นในที่มืดจะกลับมาเป็นปกติได้ แต่รอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นบนกระจกตาอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาด ดังนั้นการปรับพฤติกรรมการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นแหล่งวิตามินเอสูงจึงเป็นหัวใจสำคัญควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์
แนวทางการป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นที่โต๊ะอาหาร เราควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ โดยเน้นวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยวิตามินเอตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องในสัตว์อย่างตับ ไข่แดง ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาที่มีไขมันดีอย่างแซลมอน รวมถึงผักผลไม้ที่มีสีสันสดใส เช่น ผักใบเขียวเข้ม แครอท ฟักทอง และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเพียงพอในทุก ๆ วัน
ยังมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการดูแลตัวเองและการใช้วิตามินเอที่หลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน
Sky Clinic ได้รวบรวมคำถามยอดฮิตมาไขข้อข้องใจ เพื่อให้เราดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่หลงเชื่อความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับอาหารเสริมที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้หากรู้ตัวและเริ่มรักษาในระยะเริ่มต้น การได้รับวิตามินเสริมจะช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์จอประสาทตาให้กลับมามองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้นานจนโครงสร้างดวงตาเสียหาย การรักษาอาจทำได้เพียงประคับประคองอาการ ไม่เหมือนกับการแก้ไขปัญหาทางกายภาพอย่างการ ผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงของชั้นตาได้ชัดเจนกว่า ดังนั้นความรวดเร็วในการพบแพทย์จึงสำคัญที่สุด
แม้ผักใบเขียวจะมีโปรวิตามินเอหรือเบต้าแคโรทีนสูง แต่ร่างกายจำเป็นต้องเปลี่ยนสารนี้ให้เป็นวิตามินเอก่อนนำไปใช้ ซึ่งกระบวนการนี้อาจมีประสิทธิภาพจำกัดในบางคน การได้รับวิตามินเอโดยตรงจากเนื้อสัตว์ เช่น ตับ หรือไข่แดง จึงยังมีความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายได้รับปริมาณที่เพียงพอและดูดซึมไปใช้ได้ทันที การทานอาหารที่หลากหลายทั้งพืชและสัตว์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
วิตามินเอเป็นวิตามินที่สะสมในไขมัน หากรับประทานมากเกินความจำเป็น ร่างกายจะขับออกได้ยากและเกิดการสะสมจนเป็นพิษ ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะรุนแรง ผิวลอก หรืออาจรุนแรงถึงขั้นตับอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ซื้ออาหารเสริมวิตามินเอความเข้มข้นสูงมาทานเองพร่ำเพรื่อ ควรเน้นการรับจากอาหารธรรมชาติ หรือทานตามที่แพทย์สั่งจ่ายเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้น
การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากภาวะขาดวิตามินเอไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินและหมั่นสังเกตความผิดปกติของการมองเห็น หากพบสัญญาณเตือนควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ตรงจุด เพื่อรักษาดวงตาคู่สวยให้อยู่กับเราไปนาน ๆ แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับรูปตาด้านอื่น ๆ สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการของ Sky Clinic ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตาสองชั้น เปิดหัวตา แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซ่อนแผลใต้คิ้ว และกำจัดถุงไขมันใต้ตา เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ